บทที่๙
 



มุมมองจากเกาะช้างยามอัศดง (ถ่ายเอง) สวยไหมคะ
 
 
 
 

 

 

          ณ ตลาดสดแห่งหนึ่งในยามเช้ามืด แม้ตะวันยังไม่ฉายแสงบนท้องฟ้าแต่อากาศกลับอบอวลไปด้วยความชื้นและไอร้อนชวนหงุดหงิด ซึ่งคอยเร่งฝีเท้าของเหล่าแม่บ้านให้รีบจ่ายตลาดเพื่อกลับยังเรือนของตนเองให้เร็วที่สุด

 

 

          แต่ต่างจากทุกคน กฤตยากลับเดินทอดน่องอยู่ในตลาดเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงแล้ว ต้องขอบคุณความมืดที่ยังคงครอบคลุมเหนือหมู่อาคารและผืนดิน ที่อำพรางดวงตาสีเทาเข้มอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวต่างชาติให้เป็นสีดำเฉกเช่นชาวพื้นเมืองทั่วไป

 

 

          ครูสาวหยุดที่หน้าแผงขายปลาซึ่งเงียบเหงาเพราะป้ายราคาที่ถูกปรับให้สูงขึ้น ก่อนก้มลงมองอาหารทะเลในกระบะอย่างพิจารณา

 

 

          ปลาแทบทุกตัวนั้นล้วนเริ่มมีดวงตาสีขุ่นบ่งบอกถึงระยะเวลาที่ผ่านมานานพอสมควร

 

 

          เสียงถอดถอนหายใจของพ่อค้าร่างยักษ์ทำให้กฤตยาเงยหน้าขึ้นมอง

 

 

          “ตั้งแต่ทางออกทะเลถูกจำกัดแค่ชายฝั่งตอนบน ปลาทะเลสดๆ ก็หายากเต็มที” เขากล่าว “หากท่านไม่รังเกียจก็เลือกตามสบายเถิดคุณนาย”

 

 

          กฤตยาแย้มยิ้มอย่างเห็นใจก่อนจะชี้ที่ปลากะพงแดงสามตัว ด้วยเงินค่าจ้างอย่างงามที่นางได้รับจากอารดาทำให้นางสามารถอุดหนุนเขาได้อย่างไม่ร้อนใจ

 

 

          การตัดสินใจของนางเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของพ่อค้าได้บ้าง เพราะเขามีครอบครัวใหญ่ที่ต้องดูแลและกังวลว่าจะต้องขาดทุนแทบขาดใจ

 

 

          “ขอบคุณมากขอรับคุณนาย”

 

 

          หญิงสาวยิ้มอย่างร่าเริงก่อนปรายสายตาไปยังแผงขายผักและธัญพืชที่ราคาตกต่ำลงเพราะไม่อาจส่งออกไปยังโพ้นทะเลได้

 

 

          ไม่เพียงแค่สินค้าประเภทอาหารสดเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบแต่ชายฝั่งที่หายไปนั้นส่งผลกระทบต่อการค้าสินค้าพิเศษ เช่นเกลือสมุทรและอุตสาหกรรมหนัก โดยเฉพาะการค้าโลหะอย่างมาก ศารทประเทศเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยแร่เหล็ก ซึ่งเป็นวัตถุดิบซึ่งเป็นที่ต้องการสูงในคาบสมุทรทางประจิมของมหาทวีปซึ่งมีความชำนาญในการต่อเรือและประดิษฐ์อาวุธ

 

 

          แต่ช่างน่าขัน แม้ศารทประเทศจะสามารถทำเงินได้มากเพียงใดแต่สินค้าดังกล่าวนั้นกลับย้อนมาทำร้ายประเทศของตนโดยการสั่งซื้อจากเหล่าขุนนางที่คอยจ้องกลืนกินประเทศของตนเพื่อแสวงหาอำนาจ

 

 

          ราวกับคำสาปที่ลงทัณฑ์สิ่งที่ราชาแห่งศารทประเทศตระบัดสัตย์และลบหลู่ต่อประเทศของนางเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน

 

 

          กฤตยาจำสิ่งที่นางได้เผชิญได้อย่างไม่มีวันลืม นางเองก็เป็นคนๆ หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้น นางต้องสูญเสียครอบครัว เพื่อน หรือแม้กระทั่งบ้านเกิดของนางเอง

 

 

          ความขัดแย้งครั้งใหญ่นั้นทำให้นางแทบไม่เหลืออะไรเลย

 

 

          ถึงกระนั้นนางกลับหาได้มีความรู้สึกแค้นเคืองพวกเขาแต่อย่างใด เพราะนางรู้ดีว่าทุกคนต่างต้องเจ็บปวดกับมันไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนก็ตาม

 

 

          “ลูกชายของบ้านนั้นเพิ่งถูกขอให้ออกจากงาน”

 

 

          “เมื่อไรศารทประเทศจะเป็นปึกแผ่นเสียที”

 

 

          “ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่”

 

 

          คำพูดราวกับเสียงของหมู่ภมรที่น่ารำคาญที่หลุดออกจากปากของพ่อค้าแม่ขายและเหล่าแม่บ้านที่หวาดระแวงและเกรงกลัวเหล่าทหารหาญที่ถูกจัดมาประจำตามทางเข้าออกนั้นแสดงความรู้สึกที่ไม่มั่งคงและหวาดระแวงถึงความวุ่นวายอันไร้ที่สิ้นสุดของสงครามกลางเมือง

 

 

          แต่ในน้ำเสียงเหล่านั้นก็เจือด้วยความหวัง ต้องขอบคุณปรมัตถ์ ผู้สำเร็จราชการผู้เชี่ยวชาญซึ่งเติบโตจากการเป็นเจ้าเมืองชนบทที่ห่างไกลและก้าวมาสู่ตำแหน่งอัครเสนาบดี เพราะในที่สุดเขาก็สามารถยืมมือของประเทศเพื่อนบ้านมาช่วยพยุงฐานแห่งอำนาจแห่งศารทะไม่ให้เอนเอียงอีก

 

 

          หลังจากมหาสงครามในแดนเหนือ แว่นแคว้นในภาคเหนือก็ระส่ำระสายเกิดกบฏและผู้ตั้งตัวเป็นอิสระทุกทั่วหัวระแหง ผู้มีอำนาจที่ผลัดเปลี่ยนขึ้นมานั่งแท่นตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาต่างพยายามผูกมิตรกับผู้มีอำนาจด้วยกันทั้งในชาติเดียวกันและชาวต่างชาติ

 

 

          โดยเฉพาะวสันตประเทศ ซึ่งราชอาณาจักรเดียวที่ราชาและราชวงศ์สามารถนำพาประเทศรอดพ้นจากไฟสงครามสำเร็จ

 

 

          แต่สิ่งเลวร้ายที่กษัตริย์แห่งศารทะทำต่อประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือนั้นก็ทำให้การหาพันธมิตรที่สนิทเสน่หาเป็นไปแทบไม่ได้ เพราะไม่มีใครต้องการผูกมิตรกับประเทศที่มีประวัติฉ้อฉลกับแขกเมืองอย่างแน่นอน

 

 

          บางทีมันอาจจะเป็นเพราะข่าวลือที่นางเคยได้ยินเมื่อก่อนจะมาทำงานกับอารดาก็ได้ที่ทำให้การเจรจาสำเร็จอย่างงดงาม

 

 

          หลังจากที่เดินเลียบตามถนนปูกรวดซึ่งเรืองรองด้วยแสงตะเกียงบนขอบฟุตบาท บ้านสองชั้นซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุดที่ระแวกนั้นปรากฏสู่สายตา

 

 

          มือที่เล็ก คดงอและเต็มไปด้วยแผลเป็นผลักบานประตูเข้าไปในห้องโถงที่ว่างเปล่า และเมื่อนางปลดเสื้อคลุมขึ้นแขวน เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นตามพร้อมกับร่างท้วมของคุณนายเจ้าของบ้านเช่าที่มีท่าทางอิดโรยเพราะต้องดูแลลูกชายคนเล็กที่เจ็บไข้ขึ้นมากะทันหัน

 

 

          “ตายจริง หอบข้าวของมาเยอะแยะเชียว ดิฉันต้องขอโทษคุณจริงๆ ที่ขอร้องให้ช่วยไปจ่ายตลาดแทน” สตรีที่อ่อนวัยกว่าไม่พูดปล่อยหากแต่หยิบตะกร้าจ่ายตลาดของแขกมาถือก่อนจะอุทานด้วยความตกใจเมื่อเห็นปลากะพงสีแดงสดภายใน

 

 

          “คุณสัญญาว่าจะตอบแทนดิฉันด้วยอาหาร ฉันก็เลยซื้อปลากะพงมา” กฤตยากล่าวทั้งขยิบตา “ต้องขออภัยที่เอาแต่ใจจริงๆ นะคะ”

 

 

          รอยยิ้มแห่งความซาบซึ้งระบายบนใบหน้าของเจ้าบ้าน แม้นางจะไม่สามารถชอบกฤตยาที่วางตัวห่างเหินได้อย่างสนิทใจแต่ผู้อาศัยคนนี้ก็มีน้ำใจกับนางเสมอ

 

 

          “จริงสิ” นางตบมือดังฉาดเมื่อนึกขึ้นได้ “มีแขกมารอคุณอยู่ในห้องรับแขก...

 

 

          “พูดถึงก็มาพอดีเลย”

 

 

          รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสงสัยของกฤตยาหายไปและถูกแทนที่ด้วยคิ้วที่ขมวดทันทีที่นางเห็นผู้มาเยือนซึ่งยื่นหน้าออกมาก่อนตัว

 

 

    &nb