บทที่๘
 
 

 
 รูปใหม่ ห้ามฮอตลิ้งค์ นำไปใช้ได้แต่ขอเครดิตด้วยนะคะ (ถึงไม่ได้สวยอะไรนัก)
 
 
 
 

 

 

           นกที่อยู่ตามแมกไม้ต่างๆ ขับขานสำเนียงเจื้อยแจ้วรับเช้าวันใหม่ซึ่งแสงแรกของวันที่ทอแสง ณ ปลายสุดขอบฟ้า

 

 

          ท่ามกลางความมืดยามรุ่งสางบนท้องถนน หญิงสาวคนหนึ่งเร่งรีบออกจากที่พักเพื่อจับจ่ายใช้สอยที่ตลาดสด ตาซึ่งบวมช้ำบ่งบอกถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอเนื่องจากถูกลูกน้อยทั้งสองคนรบกวนในยามค่ำคืน เหลือบมองไปยังโดมยอดแหลมที่ถูกห่อหุ้มด้วยปราการซึ่งอยู่ไกลออกไปบนเนินเขาและรอคอยเสียงระฆังเหล็กใบใหญ่ที่มักจะดังในยามเช้าและยามเย็นอย่างเที่ยงตรง

 

 

           แต่ก็ไม่มีเสียงใดเลยที่ดังแว่วมาจากยอดเขา แม้จะแปลกใจแต่นางก็ทำเพียงยักไหล่แล้วเดินจากไปทำธุระของตน เพราะรู้ดีว่านักบวชเจ้าอาวาสนั้นมีอายุมากแล้วจึงเป็นธรรมดาที่จะหลงลืมบ้าง

 

 

           ในที่สุดพระอาทิตย์ลอยขึ้นบนปลายสุดด้านทิศตะวันตกระบายท้องฟ้าที่มืดมนด้วยสีสันอันหลากหลาย

 

 

           ทันใดนั้นเองที่วัตถุสีขาวก็พร่างพรายลงมาสู่พื้นดินราวกับหิมะแรกในเหมันต์

 

 

           หือ หิมะในช่วงครีษมายันอย่างนั้นหรือ?

 

 

           เมื่อตั้งสติดวงตาที่ถูกบดบังด้วยเงามืดก็แจ้งกระจ่างว่าสิ่งนั้นคืออะไร สองเท้าของนางจึงก้าวเข้ามาขณะที่สองมือไขว่คว้าวัตถุชิ้นหนึ่งที่ลอยล่องตามสายลมมายังสุดปลายเนิน

 

 

           แท้ที่จริงแล้วสิ่งลวงตาของหิมะที่พวกเขาเห็นนั้นคือกระดาษสีขาว ซึ่งต่างถูกจับจองด้วยผู้คนที่สัญจรไปมาและบนหน้ากระดาษนั้นก็ปรากฏซึ่งข้อความตัวเบ้อเริ่ม

 

 

           แม่บ้านคนนั้นขมวดคิ้วอย่างงุนงง นางไม่รู้ตัวหนังสือจึงไม่อาจเข้าใจเนื้อหาของมัน

 

 

           แต่เพียงไม่นานนักเสียงกรีดร้องและวิพากษ์ก็ดังขึ้น และในที่สุดรอยยับย่นบนหน้าผากของนางก็หายไปและแทนที่ด้วยความตระหนกที่ปรากฏในดวงตาที่เบิกกว้างเมื่อได้ยินคำพูดที่ออกมาจากปากของผู้คนทั้งหลายที่ต่างเร่งเจรจากันอย่างชุลมุน

 

 

           เพราะเค้ารางแห่งพายุร้ายได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง

 

 

 

---***~~ *** ~~***---

 

 

 

           ณ ระเบียงทางเดินสี่เหลี่ยมสวนกลางเรือนใหญ่ของคฤหาสน์หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาอีกเนินซึ่งเตี้ยกว่าเนินมหาวิหารและอยู่ไกลออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บ้านทรงกรอบสี่เหลี่ยมเป็นแบบบ้านที่นิยมยิ่งของชาวเหนือ โดยเฉพาะชุมชนแถบชายฝั่งซึ่งถูกล้มกรอบด้วยไอทะเล มรสุมและภูมิอากาศที่แปรปรวนจากฤดูที่เปลี่ยนผ่าน ทำให้พวกเขาใช้พื้นที่บริเวณกลางบ้านดัดแปลงเป็นสวนซึ่งเป็นพื้นที่หย่อนใจซึ่งพวกเขาจะได้ชื่นชมพันธุ์ไม้สวยตระการตาในยามพัก

 

 

           แต่ท่ามกลางบรรยากาศอันรื่นรมย์นั้นกลับปรากฏซึ่งเสียงไม้พลองฟาดฟันกระทบกันจนเป็นจังหวะอันแสนดุเดือดราวกับดนตรีของพวกทางใต้ซึ่งอยู่ห่างออกไปนับหมื่นโยชน์ดังก้องไปทั่ว และต้นกำเนิดแห่งเสียงนั้นก็คือสองบุรุษซึ่งการต่อสู้ของพวกเขากำลังจะจบลงแล้ว

 

 

           “พอก่อน ข้ายอมแพ้ท่านแล้ว!”

 

 

           เสียงกระเส่าหอบด้วยความเหนื่อยของชายที่เยาว์วัยกว่าทำให้ชายผู้ซึ่งกำลังจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะชะงักและเปลี่ยนเป็นยื่นมือให้ด้วยไมตรีแทน

 

 

           “ถึงพละกำลังของเจ้าจะมีมากขึ้น แต่เจ้าฝีมือตกไปนะยาปน”

 

 

           บุรุษผู้น้องเบ้หน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาจับมือกับอีกฝ่ายเพื่อฉุดตัวยืนขึ้น

 

 

           “ข้ารู้แล้วละน่า” เขากล่าวพลางฉวยผ้าขนหนูสีขาวสองผืนบนม้านั่ง โดยส่งผืนหนึ่งให้กับบุรุษผู้พี่ก่อนจะใช้ผืนที่เหลือซับใบหน้าและลำคอที่เต็มไปด้วยเหงื่อของตัวเอง

 

 

           พลวัตยิ้มเมื่อสังเกตถึงแววตาร้อนใจและหงุดหงิดของเด็กหนุ่ม ดูเหมือนช่วงเวลาอันวุ่นวายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้จะทำให้ความคิดและมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ของเขาเปลี่ยนไปมาก เพราะหากตนพูดเช่นนี้กับยาปนเมื่อสองปีก่อน ยาปนต้องขอท้าสู้เขาต่อไปแน่

 

 

           ดวงตากลมหากคมกริบซึ่งได้รับมาจากบิดาผู้วายชนม์จ้องบนฝ่ามือทั้งสองข้างซึ่งเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นซึ่งเกิดมาก่อนหน้านี้ บ่งบอกว่าครั้งหนึ่งเขาเคยคร่ำเคร่งกับการยุทธ์มากเพียงใด และเขาตระหนักดีว่าระยะเวลาสองปีที่เขาล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปนั้นไม่สามารถเรียกคืนกลับมาได้

 

 

           ภาพอันหลากหลาย หลายภาพที่เขาเคยเห็นและได้สัมผัสตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสองปีนั้นย้อนคืนมาในความคิด ทั้งภาพของผู้คนที่หลากหลาย ทั้งภาพของการผจญภัย และภาพของซากปรักหักพังมากมายบนพื้นที่ต่างออกไปจากเมืองหลวง...

 

 

           รอยยิ้มจางๆ ที่เจือด้วยความเศร้าคลี่บนใบหน้าของเด็กหนุ่ม แม้จะสูญเสียเวลาไปถึงสองปี แต่เขากลับไม่อาจเสียใจกับทางเลือกครั้งนั้นได้อย่างที่ควรจะเป็น เพราะมีสิ่งสำคัญมากมายเหลือเกินที่เขาได้ค้นพบตลอดการเดินทางอันแสนโดดเดี่ยวนั้น

 

 

           “ยาปน”

 

 

           ชื่อของเขาที่หลุดออกจากปากของราชองครักษ์หนุ่มอย่างเคร่งขรึม ทำให้เด็กหนุ่มที่กำลังดื่มน้ำวางถ้วยน้ำลงและเงยหน้าขึ้นมองสายตาที่จริงจังระคนสงสัยของเขาทำให้พลวัตถึงกับลังเลใจที่กล่าวต่อไป

 

 

           “เจ้าคิดอย่างไรกับข้อเสนอของท่านปรมัตถ์”

 

 

           ทว่าท้ายที่สุดพลวัตก็กล่าวจนจบ และคำถามของเขาก็ทำให้ยาปนขมวดคิ้ว แต่ต่างจากที่เคย เพราะในใจของเด็กหนุ่มหาได้มีความโกรธเคืองไม่ ตรงกันข้ามในใจของเขากลับมีคำถามมากมายกลับทำให้เขาครุ่นคิด

 

 

           ยาปนเอนกายบนม้านั่งหินอ่อน โดยใช้แขนทั้งสองต่างหมอนและจ้องมองไปยังท้องฟ้าสีครามซึ่งแสงจัดจ้าถูกเจือจางด้วยร่มเงาของต้นหลิวที่พริ้วไหว

 

 

           “ข้า...อยาก ไม่สิ ต้องการที่จะแข็งแกร่งจะได้ปกป้องคนหลายๆ คน โดยเฉพาะคนที่ข้าชอบ” เมื่อพูดเช่นนั้นสีชมพูเรื่อก็ถูกระบายบนแก้มทั้งสองข้าง “แต่ข้าก็สงสัยว่าเส้นทางที่ข้าเลือกนั้นจะนำไปสู่สิ่งที่ข้าต้องการอย่างแท้จริงหรือ จริงอยู่ที่อนาคตนั้นคือสิ่งที่เกินความสามารถของทุกคนที่จะล่วงรู้ และเพราะเช่นนั้นข้าจึงไม่อาจวางใจ”

 

 

           “ข้าไม่คิดว่าข้าเป็นคนที่สามารถทำตามคำสั่งได้อย่างง่ายดาย”

 

 

           คำพูดนั้นทำให้พลวัตถอนหายใจเฮือกใหญ