Hanoï...ห้าวันใต้ฝนพร่ำ (1)

posted on 18 Jan 2014 17:15 by junge-hexe in voyage directory Asian, Travel, Diary
 
<< Rappelle-toi Barbara
 
  Il pleuvait sans cesse sur Brest ce jour-là
 
  Et tu marchais souriante
 
  Epanouie ravie ruisselante
 
  Sous la pluie... >>
 
 
"Barbara" par Jacque Prévert (1946)
 
 
สวัสดีค่ะทุกคน ยินดีต้อนรับทุกคนสู่บล้อกของฉันอีกครั้งนะคะ หลายคนคงจะงงว่า เอ๊ะ เอากลอนอะไรมาแปะก็ไม่รู้
 
 
กลอนบทนี้เป็นส่วนหนึ่งใน บทกลอนที่ชื่อ บาร์บารา โดย เพรแวร์ กวีร่วมสมัยชาวฝรั่งเศสค่ะ และกลอนบทนี้ก็ถูกรวมในหนังสือกวีนิพนธ์เล่มเล็กๆ แต่มีเนื้อหาหนักอึ้งที่ชื่อว่า Paroles หรือบทบาทซึ่งรวมคำกลอนของกวีที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
 
 
ได้ยินเช่นนั้นอย่าเพิ่งหดหู่ไปนะคะ ฉันชอบกลอนนี้มาทีเดียวและเห็นว่ามันเหมาะกับสถานที่ซึ่งฉันจะพาพวกคุณไปชมเอามากๆ เลยค่ะ
 
 
 ใครหลายคนคงสงสัยว่าทำไมไม่ถอดออกมาเป็นกลอนไทย ฉันในขณะนี้ต้องแสดงความเสียใจจริงๆ ที่ตัวเองกำลังตันเรื่องกลอนจึงไม่อาจกลั่นกรองจารลงมาเป็นคำแปลแบบร้อยกรองได้ (เป็นพวกทำได้ดีหากมีใจจะจำ)
 
 
Barbara เป็นบทกวีที่เศร้าค่ะแต่ในความเศร้านั้นก็ยังมีความหวังซึ่งแสดงออกผ่านตัว Barbara และตัวบุรุษที่หนึ่งซึ่งเป็นผู้ดำเนินเรื่องและเรียกขานเธอว่า Barbara เขากับเธอไม่รู้จักกัน เห็นกันและกันท่ามกลางสายฝน ทั้งคู่ก็วิ่งเข้าหากันด้วยอ้อมกอดและด้วยความรัก ซึ่งสื่อถึงความหวังและสันติภาพในหมู่มนุษย์
 
 
 
อ้าวแล้วมันเกี่ยวยังไงกับฮานอยล่ะ อ้อก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่จขบ.อดคิดถึงกลอนบทนี้ไม่ได้ตลอดการเดินทางที่นั่นเท่านั้นเอง
 
 
 
 
านอยเป็นเมืองหลวงของเวียดนาม ประเทศซึ่งตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเรา ต่างจากประเทศไทย เวียดนามเป็นประเทศคอมมิวนิสต์และผ่านความบอบช้ำทั้งในระหว่างสงครามโลก และสงครามภายในประเทศ ซึ่งตรงกับช่วงสงครามเย็น
 
 
ศูนย์กลางความเจริญของเขาตั้งอยู่ที่เมืองโฮจิมินห์ ซิตี้ และไม่ได้อยู่ในฮานอย ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางทางการเมืองของประเทศ
 
 
แรงบันดาลใจในการไปเยือนฮานอยนั้นไม่ได้มีอะไรยิ่งใหญ่เลย จขบ.เชื่อว่าคนไทยหลายคน รวมถึงจขบ.ก็ชอบทานอาหารเวียดนาม จขบ.ก็เลยไปเท่านั้นแล อยากไปลองดูว่าต่างกันยังไง ฟังดูเอาหัวชนฝานิดหนึ่ง (แม่จขบ.ออกไอเดียไปเที่ยวอาเซียนแต่จขบ.ออกแนวเลวเท่านั้นแล)
 
 
จขบ.ออกเดินทางตอนเช้าของวันที่ 12 ธันวาคมของปีที่ผ่านมาค่ะ โดยทำการจองตั๋วมานานแล้ว ผ่านสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งแน่นอนว่าถูกสุดๆ
 
 
(จขบ.เคยบินสายการบินเวียดนามนะประทับใจมาก มาเปลี่ยนเครื่องที่ฮานอยนั่นแหละแต่ของเยอะเกินเลยไม่ได้ออกมาแว้นในฮานอย)
 
 
จขบ.กับป๊าและแม่ตื่นตั้งแต่ตีสามเพื่อเตรียมตัวออกมาโบกแท็กซี่ไปดอนเมือง ซึ่ง จ๊อด บ้านจขบ.ใกล้สุวรรณภูมิ...
 
 
ทุกคนมาถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพนั่นแล
 
 
แต่พอมาถึงฟ้าก็ส่างและเราก็พบว่า
 
 
เมฆ เมฆ เมฆเต็มไปหมด 
 
 
ด้วยความไว จขบ. จึงใช้สามจีเน่าๆ เซิร์ทพยากรณ์อากาศที่ฮานอยทันที
 
 
ฝนตกตั้งแต่วันที่12 จนถึงวันที่ 16 และจะอากาศดีน่าใจหายวันที่ 17
 
 
วันกลับนะนั่น
 
 
มาถึงตรงนี้ทุกคนคงอ้อแล้วว่าทำไมต้อง Barbara ใช่ค่ะ ฝนตกทุกวันเลย แต่ฝนตกใช่ว่าจะได้ฟีลเสมอไป ไม่งั้นจขบ. คงร้องเพลง Rhythm of the rain แก่โคตร ด้วยอาการลั้นล้าไปแล้ว
 
 
พวกเราใช้เวลาชั่วโมงนิดๆ จนในที่สุดก็มาถึง Noi Bai Airport จนได้ มาต่อเครื่องคราวก่อนกลางฤดูร้อนแถมแอร์เสียด้วยจ้า คราวนี้เทพเทวาเลยจัดเต็ม หนาวสั่นเป็นลูกนกตกน้ำสมใจ (ตอนเหนือเวียดนามหิมะตกด้วยเจ้าค่า)
 
 
 
ไม่ได้ถ่ายรูปเองนะเอ่อ มีเครดิตปะเห็นๆ (และแน่นอนว่าไม่ได้ฮอตลิ้งค์นะคะ ต่อต้านการฮอตลิ้งค์เน้อ)
 
 
 ด้วยความที่ยังงงๆ อยู่จขบ. เลยไปเม้าท์มอยกะ รีเซ็ปชั่นเรื่องแผนที่จนได้รถรับสั่งไปถึงโรงแรมซึ่งอยู่ย่านเก่าของฮานอยพอดี
 
 
เมื่อวางของเสร็จและเข้าห้องน้ำเรียบร้อย พวกเราก็ไม่รอช้ารีบเดินทันที ซึ่งฟ้าครึ้มมากแต่ยังโชคดีที่ฝนยังไม่ตก แม้จะเกือบบ่ายสี่แล้ว พวกเราก็เลยถือโอกาสนี้เดินชมเมืองไปเลย 
 
 
 
โรงแรมอยู่ตรงตลาดเลยค่ะออกมาจากตรอกก็เห็นเลย
 
 
 
นิดหนึ่งก็ถึงทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม (Hồ Hoàn Kiếm = ทะเลสาบคืนดาบ) ชมสะพานเทฮุก (Thê Húc = สะพานแสงอาทิตย์) สีแดงที่นำไปสู่วัดหง็อกเซิน (Ngọc Sơn = วัดเนินหยก) อันชื่อลื่อ ซึ่งฉันจะเล่าตำนานเกี่ยวกับทะเลสาบให้ฟังในคราวต่อไปนะคะ
 
 
แขวนได้น่าประทับใจมาก คนที่นี่เป็นคนง่ายๆ นะคะ คนไทยหลายคนอาจจะไม่ชอบคนเวียดนามเพราะคิดว่าใจแคบแต่เขาไม่ใช่คนใจแคบอย่างแน่นอน คนเวียดนามเป็นคนขยันค่ะและจริงใจมาก ถึงหน้าเขาไม่ค่อยยิ้มแย้มและเทคแคร์อะไรมาก (รวมถึงการขับรถที่ชวนหวาดเสียว) แต่เขาเป็นจริงจังนะคะและก็รอบคอบในระดับหนึ่งด้วย เราไม่เคยได้ยินเสียงคนเวียดนามตะโกนด่ากันตลอดทริป ซึ่งต่างจากบ้านเราและอิตาลี
 
 
 
แมงกะไซค์เยอะมว้ากกกกกก (ขอวิบัตินิด)
 
Lý Thái Tổ ฮ่องเต้ของอาณาจักรเวียต ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ Lý และ ผู้สถาปนากรุงฮานอยเป็นเมืองหลวงค่ะ
 
 
เด็กน้อยหอยสังข์ในชุดนักเรียนหน้าพระบรมรูป Lý Thái Tổ ผูกโบว์สีแดงด้วยแต่ที่ถ่ายไม่เห็น น่าเสียดายจัง
 
หอคอยเต่า(Tháp Rùa) ที่จขบ.คิดว่าเป็นเจดีย์กลางน้ำตั้งนาน ซึ่งที่จริงเป็นตะพาบน้ำยักษ์(Rafetus swinhoei) นะไม่ใช่เต่าตัวใหญ่มาก ถ่ายมาด้วยแต่รูปเสีย เสียดายมาก เพราะนอกจากจะเป็นสสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับตำนานเมืองแล้ว ยังเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ด้วย
 
 
 
ชมดอกไม้แป๊บ เมฆชวนหดหู่เกิน
 
 
 
 
เข้าห้างเวียดนามแป๊บ
 
 
อารมณ์ห้างฝรั่งเศส ไม่เน้นของกิน เน้นบูติกแฟชั่น
 
 
 
 
ตรอกแถวทะเลสาบเย็นๆ นี่คนนั่งบนเก้าอี้ซักผ้าโซ่ยเฝอฟุ้ยข้าวกันเต็มไปหมด
 
 
 
หอคอยเต่าอีกรอบ
 
 
 
 
ฝาปิดท่อมั้งทำจากเซรามิคนะเออ
 
 
 
 
ถ่ายหน้าคาเฟ่
 
 
 
มุ่งหน้าสู่วัดหง็อกเซิน
 
 
ที่จุดธูป
 
 
 
ฝรั่งเศส ฝรั่งเศสเต็มไปหมด!!!
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
จบวันที่หนึ่งพร้อมกับสายฝนและลมหนาวที่ไล่ให้กลับโรงแรม
 
แล้วพบกันใหม่นะคะ^^v
 
 
 

 

Comment

Comment:

Tweet

@akirada  ดีใจจังเลยค่ะที่คุณชอบ ขออภัยที่ตอบช้านะคะ จะรีบอัพตอนสุดท้ายของเวียดนามเร็วๆ นี้นะคะsad smile
สวัสดีค่ะ แวะมาทักทายและยินดีที่ได้รู้จักนะคะ confused smile
ฮานอยสวยเหมือนกันนะคะเนี่ย ดูสงบด้วย น่าไปเที่ยวจังเลยค่ะ 

#1 By Mizolita on 2014-01-28 15:53