Madame Bovary...ด้วยพิษแห่งรัก

posted on 12 Mar 2013 05:16 by junge-hexe in livres directory Fiction
 
ถ่ายเองเช่นเคยค่ะ
 
 
 
          สวัสดีค่ะ วันนี้จขบ.มีวรรณกรรมเรื่องหนึ่งที่น่ามานำเสนอ เผื่อทุกท่านที่แวะเข้ามาจะสนใจ คราวนี้เราจะข้ามช่องแคบอังกฤษไปยังฝรั่งเศสกันนะคะ
 


          วรรณกรรมที่ฉันหยิบยกในคราวนี้มีชื่อว่า Madame Bovary เป็นผลงานที่มีชื่อเสียง (และอื้อฉาว) ที่สุดของนักเขียนแนวสัจนิยม Gustave Flaubert นักประพันธ์ผู้มีชื่อเสียงของฝรั่งเศสในช่วงคริสตศตวรรษที่สิบเก้าที่มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส

 

          โฟลแบร์ตโดยแบ่งเนื้อเรื่องออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ส่วนแรกซึ่งเป็นชีวิตของชาร์ลส โบวารีตั้งแต่ยังเด็กจนกระทั่งได้แต่งงานครั้งที่สองกับเอ็มมา(นางเอก)
 


          ในส่วนแรกของนิยาย มาดามโบวารีแม่ของชาร์ลส (มาดามโบวารีมีสี่คนคน แม่ของชาร์ลสเป็นมาดามโบวารีคนแรกที่ปรากฏในเรื่องค่ะ) เป็นตัวละครที่บทบาทมาก และถือเป็นตัวละครสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ นางมีสามีที่ไม่ได้เรื่องจนต้องเป็นช้างเท้าหน้า นางจึงพยายามทุกวิถีทางไม่ให้ลูกเป็นเหมือนพ่อ นางทำแม้กระทั่งจับคู่ลูกชายตัวเองกับแม่ม่ายแก่ๆ ซึ่งมีฐานะและเป็นภรรยาคนแรกของชาร์ลส (aka. มาดามโบวารีคนที่สอง) ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เกินไปหามองในแง่มุมของคนรุ่นใหม่ที่ให้คุณค่ากับความรู้สึกรักใคร่ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ฉันก็เข้าใจเหตุผลของแม่แกเหมือนกัน
 


          แม้โฟลแบร์ตจะนำเสนอผลงานโดยไม่ตัดสินตัวละครว่าผิดหรือถูก แต่เป็นการเล่าให้คนอ่านตัดสินเอง แต่จขบ.ขอสารภาพว่าอ่านแล้วรู้สึกหงุดหงิดกับบุคลิกของชาร์ลส โบวารีมาก เขามีสติปัญหาค่อนข้างดีจนสามารถเรียนเป็นหมอได้สำเร็จ แต่เขาก็เป็นคนเหยาะแหยะ ไม่มีจุดยืนและทื่อได้ใจ เขาทำตามทุกอย่างที่แม่ของเขาสั่ง แม้แต่ภรรยาคนแรกจขบ.อ่านยังไงก็ไม่รู้สึกว่าเจ้าหล่อนเป็นภรรยา จขบ.เหมือนว่าชาร์ลสมีแม่เพิ่มมาอีกคนมากกว่า ฟังดูแล้วน่าเห็นใจพระเอกใช่ไหมคะ ไม่หรอกค่ะ นี่คือช่วงชีวิตที่ดีสุดๆ ของพระเอกต่างหาก



          และทุกอย่างก็จบลงเมื่อภรรยาคนแรกของเขาตายและเขาได้พบกับเจ้าสาวซึ่งคราวนี้เขาเป็นคนเลือกเอง ซึ่งเจ้าหล่อนก็ไม่ใช่ใครนอกจากนางเอก ผู้มีนามว่าเอ็มม่า รูโอต์
 


          เอ็มม่าหรือมาดามโบวารีคนที่สามต่างภรรยาคนแรกของชาร์ลสลิบลับเลยค่ะ เจ้าหล่อนเป็นสาวสวย อายุน้อยกว่าชาร์ลสจึงไม่แปลกที่เขาหลงรักและตัดสินใจเลือกหล่อนเป็นคู่ชีวิต เอ็มม่าเติบโตมากับพ่อซึ่งแก่ชรา แม่ของหล่อนตายตั้งแต่ยังเล็กจึงถูกส่งไปเรียนประจำโดยที่วันๆ เอาแต่อ่านนิยายรักประโลมโลกซึ่งทำให้เจ้าหลอนเป็นคนโรแมนติก ช่างฝันและเต็มเปี่ยมด้วยจินตนาการซึ่งเป็นอะไรที่ต่างจากชาร์ลสพ่อพระเอกของเราราวกับน้ำมันกับน้ำเลยทีเดียว แต่ก็แหง่ล่ะอยู่กะพ่อแก่ๆ แสนจะน่าเบื่อ แต่งงานดีกว่า



          ชาร์ลสบูชาเธอมากและให้หล่อนได้แทบทุกอย่างแถมยังยกหน้าที่ทางด้านการเงินและการบ้านการเรือนให้เจ้าหล่อนจนหมดด้วยความซื่ออีก ฟังดูเป็นสามีที่ดีใช่ไหมคะ แต่เอ็มม่าเธอเบื่อค่ะ เธอผิดหวังที่ชีวิตคู่ไม่ได้สวยงามเลิศหรูเหมือนดังในนิยายที่คุณเธอเคยอ่าน แต่ทำไงได้มาถึงจุดนี้เจ้าหล่อนก็ท้องเสียแล้ว ชาร์ลสเองก็กังวลกับสุขภาพของเอ็มม่าเลยย้ายบ้านไป นี่คือจุดสิ้นสุดของส่วนแรกค่ะ



          ในส่วนที่สองนั้นเป็นเรื่องของชีวิตในเมืองใหม่นามว่ายงวิลล์-ลับเบย์ ในฐานะที่ชาร์ลสเป็นแพทย์ซึ่งจัดอยู่ในชนชั้นกลางหรือbourgeois ซึ่งในสมัยกลางศตวรรษที่สิบเก้าอุดมไปด้วยเศรษฐีใหม่และผู้ประกอบอาชีพพ่อค้า ทนายความและหมอ และที่เมืองใหม่นั้นเองที่พวกเขาได้รู้จักใครหลายคนในชนชั้นเดียวกัน เช่น ครอบครัวโอแมะ และพ่อค้านามเลอเรอซ์ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่จขบ.จะกล่าวต่อไปนะคะ



          แน่ล่ะเอ็มม่าเบื่อมาก จนกระทั่งได้พบกับพ่อหนุ่มนามเลอง ดูปุยส์ พวกเขาเป็นนักฝันและมีรสนิยมเหมือนๆ กัน จึงถูกคอกันอย่างรวดเร็ว และนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของครอบครัวโบวารี



          สำหรับใครที่ต้องการอ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ด้วยตนเองแนะนำให้หยุดอ่านเอ็นทรี่นี้ตั้งแต่ตรงนี้นะคะ เพราาะส่วนที่จขบ.จะพิมพ์ต่อไปนั้นเป็นการสปอยเนื้อเรื่องค่ะ
 
 
 
 
--------------------
 
 
----------------
 
 
-------------
 
 
----------
 
 
-------
 
 
-----
 
 
---
 
 
-
 
 
 
 
          ในที่สุดเอ็มม่าก็คลอดลูกสาว หล่อนตั้งชื่อว่าแบรต (Berthe เหมือนimpressionist ชื่อว่า Berthe Morisot ค่ะ อังกฤษก็เบอร์ธาล่ะมั้ง) เด็กเล็กๆ ก็น่ารักอยู่หรอก แต่ภาระก็ยังคงเป็นภาระ สาวสังคมอย่างเอ็มม่าเลยจัดการเอาลูกไปให้สาวชาวนาเลี้ยงซะงั้น แล้วก็ไปหาบ้างเมื่อคิดอยาก

 

          ความสัมพันธ์ระหว่างเอ็มม่ากับเลองค่อยๆ แน่นแฟ้นขึ้นตามลำดับโดยที่ชาร์ลส สามีแสนดีของเจ้าหล่อนไม่ได้เอะใจอะไรนักเลย แต่ในที่สุดเลองก็จากไปปารีส และเอ็มม่าของเราก็ต้องเศร้าสร้อย
 


          ในช่วงที่กำลังเศร้านี่เองที่ตัวละครสำคัญอีกตัวได้ปรากฏขึ้นนั่นคือ รูดอร์ฟ บูลองแจ เศรษฐีเจ้าสำราญประจำถิ่น แน่ล่ะว่าสาวน้อยโรแมนติกอย่างเอ็มม่าต้องนึกฝันถึงเขา ด้วยความเหงากับความเพ้อพกของเจ้าหล่อน(ซึ่งแม่ของชาร์ลสไม่เห็นชอบด้วยเลยสักนิด) ในที่สุดเอ็มม่าก็มีชู้
 


          โอ้มันช่างน่าตื่นเต้นเสียจริง เหมือนในนิยายเปี๊ยบ (จขบ.ปวดตับมากอ่านถึงตรงนี้ เรื่องมีชู้รู้มาก่อนแล้วแต่ตรรกะเธอทำจขบ.เฟล)
 


          เอ็มม่าพยายามเอาใจเขาทุกอย่างกระทั่งลงสัญญากู้ยืมและสินเชื่อกับพ่อค้าเลอเรอซ์มากมายเพื่อมาปรนเปรอชู้รัก แต่แน่ล่ะมีหรือที่รูดอร์ฟจะยอมหยุดแค่เมียหมอบ้านๆ คนหนึ่ง หลังจากลักลอบพบกันเขาก็ชิ่งตามระเบียบทิ้งให้เอ็มม่าอกหักเพียงลำพังจนป่วยหนักต้องหันหน้าเข้าหาศาสนาเพื่อทำใจ

 

          ทว่ามีหรือว่าเจ้าหล่อนจะทำได้สำเร็จเพราะในที่สุด พ่อหนุ่มเลองก็กลับมาแล้ว และเนื้อเรื่องในส่วนที่สองก็จบลง
 


          และแล้วก็มาถึงเนื้อเรื่องส่่วนสุดท้าย เอ็มม่าดีใจมากที่เลองกลับมา เลองเปลี่ยนไปมาก เขาดูโก้เก๋ขึ้นมาก และก็เป็นอีกครั้งที่เอ็มม่ามีชู้และก็เสียทรัพย์สินเงินทองมากมายเพื่อทุ่มเทให้กับเขา
 


          (ในส่วนนี้มีฉากอันอื้อฉาวซึ่งทำให้โฟลแบรต์ขึ้นโรงขึ้นศาลมาแล้วนั่นก็คือฉากในรถม้าเอ็มม่าและเลองจ้างรถม้าวิ่งไปรอบเมืองขณะที่ตัวเองกำลังร่วมรักกันอยู่ คุณลองคิดดูเถิดคนเดินถนนเขาจะไม่รู้บ้างเลยหรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นในรถม้า ที่มีเสียงครางดังลอดออกมา สมัยที่เขียนนั่นยุควิกตอเรียนด้วยนะนั่น)
 


          ทว่าหลังจากตื่นเต้นกับชีวิตโลดโผนอยู่นาน เอ็มม่าก็เบื่อตามเคย เลองก็ไม่ต่างอะไรจากสามีของเธอเลย (แต่เจ้าหล่อนก็ส่งจดหมายโต้ตอบตามหน้าที่ชู้รักที่ดี <<ในนิยายเขียนทำนองนี้จริงๆ นะคะ ถึงตอนนี้จขบ.ไม่มีหนังสืออยู่กับตัวแต่ก็จำได้ดี) แต่กว่าหล่อนจะรู้ตัวพ่อค้าเลอเรอซ์ก็มาพร้อมกับบัญชีหนี้ยาวเป็นหางว่าว

 
 
          ตายละวาสามีรู้แล้วว่าเจ้าหล่อนไปกู้หนี้ยืมสินจนไม่อาจใช้คืน เอ็มม่าจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากบอกหน้าไปหาชู้รักทั้งสองให้ช่วย ซึ่งแน่ละ ทั้งคู่ปฏิเสธหมด

 

          ทำไงดี อยากหนี หนีไปให้ไกล แต่จะหนีไปไหนล่ะ



          ฆ่าตัวตายดีกว่า



          มาถึงตรงนี้จขบ. ถึงกับอุทานด้วยคำหยาบคายอย่างเสียไม่ได้แล้วหยุดอ่านไปพักหนึ่งเพราะหวนกลับมาคิดถึงโฟลแบรต์ซึ่งเป็นผู้เขียน โฟลแบรต์เคยกล่าวไว้ว่าตัวเขาคือเอ็มม่า โบวารี ดูผิวเผินเหมือนเอ็มม่าน่าสงสารเพราะขาดแคลนคนรักในวัยเยาว์ แต่จขบ.มองในมุมกลับมากกว่า จขบ.มองว่าเอ็มม่าเป็นตัวละครที่ได้รับความรักมากเกินไป...จากตัวเจ้าหล่อนเอง เอ็มม่าคิดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง หล่อนให้ความสำคัญกับความรู้สึกเฉพาะแต่ของตัวเอง เบื่ออะไรก็ทิ้งแม้จะเป็นสามีหรือลูกของตนเองก็ตาม เมื่อมีเรื่องใหญ่แบบนี้เกิดขึ้นเจ้าหล่อนก็เลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวและปิดปากเงียบ (โดยส่วนตัวจขบ.มองว่าโฟลแบรต์ค่อนข้างมีนิสัยลักลั่นย้อนแย้ง)


          ฉากทุรนทุรายด้วยพิษสารหนูของเจ้าหล่อนซึ่งโฟลแบรต์อุตส่าห์ไปเฝ้าสังเกตการณ์ในโรงพยาบาลเพื่อเขียนโดยเฉพาะ ไม่ได้ทำให้จขบ.รู้สึกสงสารหรือให้อภัยเจ้าหล่อนเลยสักนิด แม้เจ้าหล่อนจะตำหนิตนเองก่อนตายให้กับสามีฟัง จขบ.ว่าเจ้าหล่อนสร้างภาพเพื่อตัวเองมากกว่า เพราะในท้ายที่สุดกรรมก็มาตกอยู่ที่สามีกะลูกของหล่อนซึ่งตกเป็นหนี้ ชาร์ลสพยายามเข็มแข็งเพื่อลูกอย่างเต็มที่ แม้จะถูกเพื่อนบ้านอย่างครอบครัวของนายโอแมส์ตัดสัมพันธ์เพราะไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกันแล้วก็ตาม แต่ในท้ายที่สุดเขาก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เพราะเขาดันไปพบจดหมายโต้ตอบของภรรยาและชู้รักที่เก็บไว้เป็นอย่างดี



          เขาผูกคอตายทิ้งลูกสาวตัวน้อย(มาดามโบวารีคนที่สี่) ให้แม่ของเขาดูแล (เอ่อเอาเข้าไป)



          แต่ว่าโชคร้ายของเด็ก แม่ของเขาเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นานนัก พ่อของเอ็มม่าก็ไม่อาจดูแลแบรตได้ เด็กหญิงเลยต้องไปอยู่กับญาติจนๆ ซึ่งมีลูกมากมายจนต้องให้เด็กน้อยไปใช้แรงงานที่โรงงานปั่นด้ายเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง



          จบเห่ในที่สุด (ซึ่งมันก็ต้องเป็นเช่นนี้แหละเพราะอันที่จริงโฟลแบรต์อิงจากเรื่องของลูกศิษย์ของพ่อของเขาซึ่งเป็นแพทย์ที่มีชื่อเสียง)



          จขบ. ได้เกริ่นไว้แล้วถึงสองตัวละครสำคัญนั่นคือนายโอแมส์ กับนายเลอเรอซ์ มากล่าวถึงนายโอแมส์กันก่อน ชื่อของนายคนนี้ (Homais) มาจากคำว่ามนุษย์ homme ในภาษาฝรั่งเศสหรือ homo ในภาษาละติน เขาเป็นตัวแทนของมนุษย์ทั้งหลายที่ดิ้นรนในสังคม สร้างปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างเพื่อหว่านพืชหวังผล โดยเว้นระยะห่างไว้เผื่อเกิดปัญหาก็ก้าวออกมาทันท่วงทีเหมือนกับที่เขาทำกับเพื่อนบ้านอย่างโบวารี ซึ่งบางทีการใช้ชีวิตของเขาอาจจะถูกต้องก็ได้เพราะในหน้าสุดท้ายของนวนิยาย โฟลแบรต์และบอกว่าในที่สุดเขาก็ได้รับเครื่องราช la Légion d'honheur



          ส่วนนายพ่อค้าเลอเรอซ์ (Lheureux) นั้นเองก็เป็นผู้หนึ่งที่มีความสุขสมกับชื่อของเขา (heureux = สุข)  เขาร่ำรวยและกอบโกยเงินทองมากมาย จขบ.ไม่รู้หรอกนะว่าโฟลแบรต์ตั้งใจเขียนโยงกับยิวหรือเปล่า แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะเรื่องมุมมองในแง่ลบที่มีต่อยิวในยุโรปนั้นมีมานานมากแล้ว อย่างเรื่องเวนิชวาณิชของเชกสเปียร์เป็นต้น



          อันที่จริงวรรณกรรมเรื่องนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความจริงของปัญหาสังคมในสมัยที่จริยธรรมรุ่งเรืองอย่างยุควิกตอเรียน ไม่ใช่แค่ครอบครัวโบวารีเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกอึดอัดเวลาอ่านแต่เป็นสภาพสังคมโดยรวมต่างหากที่ทำให้จขบ.รู้สึกอึดอัด ในสมัยนั้นภาพลักษณ์และการนำเสนอตนในที่สาธารณะเป็นสิ่งสำคัญมาก จริงอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้นเปิดเผยมากกว่าอังกฤษซึ่งมีควีนวิกตอเรียเป็นแบบอย่างของครอบครัวที่มีความสุขแต่ก็ยังปรากฏปัญหาอยู่ดี ครอบครัวของนายโอแมส์ทำให้จขบ.รู้สึกไม่สบายใจเวลาอ่าน นายโอแมส์เป็นคนรู้จักวางตัวดี จึงได้รับการนับหน้าถือตา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วเขาเป็นคนทำงานเอาหน้าและไม่จริงใจอะไรเลย และไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยก็มีคนนักการเมืองแบบนี้อยู่ และสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้จขบ.เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้นวนิยายเล่มนี้ประสบความสำเร็จ



          หากสนใจลองอ่านดูนะคะ มีฉบับแปลไทย ปกแข็งสำนักพิมพ์เดียวกับ les misérables เลยค่ะ



          ท้ายนี้จขบ.ต้องขออภัยล่วงหน้า หากตกหล่นประการใดเพราะจขบ.ไม่มีหนังสืออยู่กับตัวค่ะ 
 
 
 
ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบ แล้วพบกันใหม่นะคะ
 
 

Comment

Comment:

Tweet