าลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านเล็กๆ อันแสนงดงามแห่งหนึ่งในชนบทที่ห่างไกล พวกคุณคงคิดว่าฉากเริ่มของนิทานต้องสวยหรูเช่นนี้ แต่แท้จริงแล้วหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่แสนทุรกันดาร ผืนดินของที่นี่แข็งกระด้างไม่ก็เป็นโคลนเหลวซึ่งปลูกอะไรไม่ขึ้นมาชั่วนา ตาปี ผู้คนอ่อนแอขี้โรคทำงานไม่ได้และอดอยากปากแห้ง


          ทว่าโชคยังมีอยู่บ้างเพราะหมู่บ้านแสนกันดารแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตชายแดน จึงถือเป็นทางผ่านซึ่งพวกพ่อค้ากองคาราวานจะต้องหยุดแวะพักก่อนเดินทางลงไป ยังแว่นแคว้นทางตอนใต้ หมู่บ้านแห่งนี้จึงมีเศรษฐีซึ่งร่ำรวยจากการค้าขายอยู่พอสมควร


          การค้าย่อมมีการได้เปรียบเสียเปรียบ มีคนรวยก็ย่อมมีคนจน และคนรวยอย่างพวกคหบดีมักมีนิสัยเห็นแก่เงินและผลประโยชน์ส่วนตน น้ำใจนั้นมีไว้เพื่อการซื้อขายและโฆษณาชวนเชื่อ พวกนายทุนและข้าราชการฉ้อฉลทั้งหลายยินดีที่โยนเศษเงินของพวกเขาให้แก่ผู้ ที่ต่ำกว่าก็จริง แต่พวกเขาไม่เคยคิดจะช่วยเหลือคนด้อยโอกาสเหล่านั้นเนื่องจากพอใจในแรง งานราคาต่ำและง่ายต่อการควบคุม


          วงจรชีวิตเช่นนี้ได้หล่อหลอมให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ดีแต่เกียจคร้าน พวกเขาไม่มีความรู้ แต่ก็ไม่รู้จักขวนขวายหรือคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เนื่องจากพอใจแค่เพียงสิ่งของอย่างเงินตราเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น


          และหมู่บ้านแห่งนี้เองซึ่งเป็นที่พำนักของสาวงาม ผู้ถูกเล่าขานว่ามีผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยประดุจเส้นไหม ดวงหน้าหมดจดหวานหยดราวน้ำผึ้งเดือนห้า เรือนร่างอันบางเสลาสวยงามราวกับว่ามีมนต์สะกดให้คนหลงใหล เปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถจนน่าเสียดายนักที่ต้องมาจมปลักอยู่ในที่ๆ ไม่สร้างสรรค์เลยแม้แต่น้อย…


          เพราะวงจรของที่แห่งนี้ดูจะซ้ำๆ ซากๆ วนเวียนอยู่แต่ในวงจรเดิมๆ ยังคงแห้งแล้ง ไร้คุณค่า น่าสังเวชอย่างไม่มีที่สิ้นสุด…





          เช้าวันหนึ่งที่ร้อนราวกับแสงอาทิตย์จะแผดเผาทุกสิ่ง บนเนินเขานอกหมู่บ้าน ใกล้กับชายป่า โฉมงามผู้แสนหวานกำลังกล่าวอำลาเพื่อนบ้านครอบครัวสุดท้ายที่กำลังจะย้าย เข้าไปอาศัยในเมืองหลวงด้วยความอาลัย


          “นี่ก็สายมากแล้ว” มาธวีเอ่ยทั้งรอยยิ้มกับเพื่อนบ้านสาวที่คบมาหลายปี น้ำเสียงของนางนุ่มนวลและอ่อนหวานเพราะได้รับการอบรมมาอย่างดี “คงต้องบอกลากันแล้วสินะจ๊ะ”


          ดวงหน้าอิ่มของเพื่อนบ้านสาวแย้มยิ้มอย่างยินดี สามีของนางตัดสินใจไปแสวงโชคในเมืองหลวง และช่างโชคดีเหลือเกินเพราะในที่สุดเขาก็ได้เป็นคนรับใช้คนสนิทของขุนนาง ใหญ่ซึ่งชักชวนให้พวกเขาไปอาศัยใต้ใบบุญทั้งครอบครัว


          “นี่มาธวีเธอไม่คิดจะออกเรือนไม่ก็ออกไปจากที่นี่หรือ” เพื่อนบ้านสาวถามลองใจเป็นครั้งสุดท้าย นางอดใจหายไม่ได้ที่ต้องจากกันไกล เพราะมาธวีเป็นคนดีชนิดหาได้ยาก


          เพื่อนของนางคนนี้มีค่าเกินกว่าจะมาอยู่ในที่แห่งนี้


          รอยยิ้มถูกพรากไปจากใบหน้ากระจ่างของนงคราญทันที


          “ไม่ล่ะจ้ะฉันจะอยู่ที่นี่กับพี่” หญิงสาวตอบปฏิเสธเสียงแผ่ว


          คำตอบจากสาวงามทำให้เพื่อนบ้านสาวยิ่งหวั่นใจ นางจับมือของมาธวีไว้แน่นและหวังว่าสาวงามจะฟังตนบ้าง “อยู่กับยายเพี้ยนนั่นฉันคงบ้าตาย เธอจ๋า รีบออกมาเสียจะดีกว่า เชื่อฉันสิ เธอยังสาวยังสวยอยู่เลยนะ”


          “นี่รีบขึ้นเกวียนได้แล้ว” ผู้เป็นสามีรีบขัดคอภรรยาเมื่อคิดว่านางพูดมากเกินไปแล้ว


          เพื่อนบ้านสาวเม้มปากแน่นอย่างขัดใจเมื่อโดนดุเช่นนั้น แต่ก็รู้ดีว่าสามีของตนเตือนด้วยความหวังดี จึงปล่อยมือสาวงามเสียเพื่อขึ้นไปนั่งในประทุน


          “ฉันต้องรีบไปแล้วล่ะ รักษาตัวให้ดีนะมาธวี”


          มาธวียิ้มก่อนโบกมือไล่หลังเกวียนเล่มน้อยที่ค่อยๆ เคลื่อนจากไปจนกระทั่งหายไปลับตา นางลดมือลงพลางหลุบตาอย่างอ่อนล้าเมื่อนึกถึงอนาคตอันลางเลือนของตน


          เพื่อนของนางพูดถูกต้อง ความรู้ที่นางอุตส่าห์สั่งสมมาไร้ค่าเมื่อต้องมาอยู่ในที่แห่งนี้ จริงอยู่หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่และกว้างขวางมากจนพอที่จะสามารถ เปลี่ยนฐานะเป็นเมืองได้อย่างสบายๆ แต่นางกลับไม่มีโอกาสใช้ความรู้ที่ได้รับการสอนสั่งนั้นเลย


          ทุกๆ สิ่งล้วนเป็นไปตามกงล้ออันเสื่อมทรามของสังคม คนรวย คนมีอำนาจเป็นปลาใหญ่ คนจนไร้อำนาจ จนแล้วจนรอดก็ยังคงเป็นเพียงปลาเล็กให้ ตอด กินแสวงหาผลประโยชน์เพียงเพราะยากจนกว่า ต่ำต้อยกว่าและโง่เขลากว่า…


          เพราะความโลภอันน่าสังเวชต่างหากเล่าที่ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ยังคงน่าเศร้า...


          “มาธวี”
 

          เสียงหวานดังขึ้นที่ด้านหลังของมาธวีทำให้สาวงามสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดทันทีเมื่อรู้ว่าเจ้าของเสียง นั้นคือใคร


          ผู้มาเยือนเป็นหญิงสาวนางหนึ่งซึ่งหากกล่าวขานนางว่าเป็นหญิงสาวที่ไร้ เสน่ห์ที่สุดในแผ่นดิน ทุกคนก็คงเชื่อ ผมสีดำสนิทของนางนั้นหยาบกระด้างอีกยุ่งกระเซิงอย่างไร้ระเบียบนั้นบดบังดวง ตาสีเข้มคู่โตที่เป็นไม่กี่สิ่งที่ทำให้นางดูดีขึ้นมาบ้างอย่างน่าเสียดาย


          แต่ที่เลวร้ายที่สุดก็คือการไม่รู้จักระวังตัวในฐานะกุลสตรี นางสวมเสื้อผ้าเก่าๆ หลวมตัดเย็บจากวัสดุคุณภาพต่ำก็ดูแย่อยู่แล้ว แต่ก็ยังปล่อยให้เนื้อตัวมอมแมมอีก ดูอย่างไรก็ไม่น่าโสภาเลยสักนิด


          “พี่กฤตยา!” มาธวีเดินตรงเข้าไปก่อนเท้าสะเอวมองไปยังหญิงสาวผู้หาความงามแทบไม่ได้ตรงหน้าอย่างไม่พอใจ


          “ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ แม่มัลลิกาไปแล้วเหรออุตส่าห์แบกกล้วยมาฝากตั้งเยอะ” หญิงสาวผู้มีสีผมและตาดำสนิทอย่างชนชาติทางเหนือรีบกล่าวถึงเพื่อนบ้านแทน นางมีรอยยิ้มเซ่อซ่าที่ดูขัดหูขัดตาและน่าขันมากกว่าแสดงออกซึ่งความเป็น มิตร


          และสิ่งนี้เองที่ทำให้ผู้เป็นน้องสาวมองสารรูปดูไม่ได้ของพี่สาวซึ่งวาง เครือกล้วยและหัวมันที่ไปขุดหาในป่าอย่างเหนื่อยหน่าย โฉมงามรีบผลักไสพี่เข้าไปในครัวในทันทีด้วยความว้าวุ่นใจ นางรักพี่สาวของนางแต่หล่อนก็เป็นความกังวลใจเพียงหนึ่งเดียวของโฉมงามด้วย


          “คลาดกันไปนิดเดียวเองค่ะ” มาธวีตอบในที่สุดโดยอดคิดไม่ได้ว่าดีแล้วที่มัลลิการีบจากไป


          “นี่แอบเข้าไปในป่าคนเดียวอีกแล้ว มันอันตรายรู้ไหมคะ” นางบ่นขณะสำรวจสภาพดูไม่ได้ของพี่สาวก่อนหยุดที่รองเท้าเปื้อนโคลนที่ขาดจน เปิดให้เห็นนิ้วเท้าลอดออกมา “ดูสิรองเท้าพังหมดเลย!”


          กฤตยาหัวเราะคิกคักอย่างล้อเลียนเมื่อถูกบ่น ดูเหมือนนางไม่เดือดร้อนกับเรื่องที่ถูกตำหนิเลยสักนิด “แม่มาธวีช่วยตักน้ำเข้ามาให้พี่หน่อยหนึ่งได้ไหม พี่ยังไม่ได้ล้างเนื้อล้างตัวเลย”


          มาธวีถอนหายใจยาว อย่างไรพี่สาวก็เป็นครอบครัวคนเดียวที่นางมีอยู่ ขณะออกไปตักน้ำในโอ่งเข้ามาในโรงครัว เธอเปิดฝาโอ่งออกเผยให้เห็นน้ำใสเต็มโอ่งสะท้อนรูปงามระหงของเจ้าหล่อนโดย เฉพาะใบหน้านวลผ่องเป็นยองใย


          หญิงสาวหมุนตัวไปมาพลางอดเหลือบมองเงาของตนบนผิวน้ำอย่างภาคภูมิใจก่อนที่จะใช้ขันตักน้ำขึ้นใส่ถังไม้ที่นำมา


     &nbs