บทที่๑๐

 

 

 

          สายลมหอบเอาอากาศซึ่งผ่านรังสีแผดเผาของพระอาทิตย์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือให้ผู้ที่สัญจรไปมาตามท้องถนนชุ่มไปด้วยเหงื่อตั้งแต่ยามสาย ทว่าเมื่อมันผ่านย่านที่พักอาศัยของผู้มีอันจะกินทางทิศตะวันออกของเมือง ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กลับทำให้สายลมนั้นกลายเป็นลมโชยเย็นสบาย โดยเฉพาะที่ระเบียงไม้ในสวนศรีของคฤหาสน์เก่าแก่ซึ่งคุณนายใหญ่ของบ้านกำลังนั่งเอนกายพักผ่อนอยู่เพียงลำพัง

 

 

 

          ดวงตาสีดำคมขำอย่างชนพื้นเมืองชาวเหนือกำลังจับจ้องไปยังรายการสิ่งของบนม้วนกระดาษหนังอย่างครุ่นคิด มันคือรายการสินเดิมของวาสินีซึ่งนางได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้กับสตรีชาวต่างชาติซึ่งเป็นครูสอนมรรยาทของบุตรี

 

 

          อารดายอมรับว่านางค่อนข้างพึงพอใจในรายการดังกล่าวเช่นเดียวกับงานชิ้นอื่นๆ ที่ครูสาวไม่เคยทำให้นางผิดหวัง แต่ที่มาที่คลุมเครือของกฤตยาก็ทำให้นางรู้สึกกังวล

 

 

 

 

          ความตั้งใจในชั้นแรกที่ทำให้นางตัดสินจ้างสตรีชาวเหมันตาลัยที่ผ่านการแต่งงานแล้วอย่างกฤตยานั่นก็เพราะนางต้องการให้บุตรสาวได้เรียนรู้เกี่ยวกับการครองเรือนอย่างเปิดเผย ชาวศารทะในสังคมชั้นสูงนิยมเลี้ยงดูบุตรีให้เติบโตมาประหนึ่งแก้วล้ำค่าอันแสนบอบบาง และสอนว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่ารังเกียจที่ไม่ควรพูดถึง

 

 

          พ่อแม่ของท่านผู้หญิงเองก็เช่นกัน อารดายังรำลึกถึงความตกใจที่นางต้องรับรู้หน้าที่ของภรรยาที่นอกเหนือจากการดูแลบ้านและครอบครัวในคืนส่งตัวเจ้าสาวได้เป็นอย่างดี ความทรงจำนั้นเป็นความทรงจำที่เลวร้ายและมันส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสามีคนแรกไปตลอดช่วงชีวิตสมรสที่เหลือ

 

 

          เขาไม่เคยรักนาง นางไม่เคยรักเขา

 

 

          และในท้ายที่สุดอารดาต้องยอมรับอย่างอดสู่ว่านางโล่งใจที่เขาตายจากไปตั้งแต่นางยังสาว

 

 

          การแต่งงานครั้งแรกของนางถูกจัดขึ้นตามความประสงค์ของครอบครัวที่ต้องการจับคู่บ่าวสาวที่มีฐานะสูงส่งสมกัน และผลที่ได้ก็คือเมื่อยังมีชีวิตอยู่สามีคนแรกของนางนั้นมักแสวงหาความรักจากสตรีอื่นอยู่เสมอ เขาระมัดระวังตัวดีพอที่จะเลือกชู้รักที่ไม่สำส่อนและเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ทำให้นางต้องติดโรคร้ายหรือรู้สึกอับอายจากการตกอยู่ในฐานะภรรยาหลวง หรือแม่ใหญ่ของบรรดาลูกนอกสมรส แต่ถึงระวังตัวดีเพียงใด การนอกใจก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

 

 

การกระทำของเขาสร้างความร้าวรานใจให้กับอารดาอย่างมาก และมันก็ส่งผลทำให้นางรู้สึกขยาดที่จะต้องใกล้ชิดกับบุตรชายคนโตจนถึงปัจจุบัน

 

 

          นางไม่รู้เลยว่ายาปนจะเติบโตมามีความต้องการมากมายเช่นเดียวกับบิดาของเขาหรือไม่ แต่ความเอาแต่ใจและอารมณ์แปรปรวนของเขานั้นก็คล้ายกับอดีตนายใหญ่ของบ้านมาก

 

 

          ไม่นานมานี้เองที่เขาเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง เขาเริ่มเข้ามาจัดการงานในบ้าน และเริ่มกอบกู้ชื่อเสียงตัวเองด้วยการคบค้าสมาคมกับชนชั้นสูง

 

 

          แต่นั่นก็มาพร้อมกับความสนิทสนมกับครูสาวต่างชาติที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

 

 

          อารดาไม่ใช่หญิงบื้อใบ้ที่ได้แต่จัดการความเรียบร้อยของบ้านเรือนสนองความต้องการของบุรุษ แม้นางเลือกที่จะมองดูบุตรชายหัวปีอยู่ห่างๆ แต่นางก็เห็นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่ค่อยเจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆ จริงอยู่ที่ทั้งคู่รักษาระยะห่างและไม่เคยอยู่ด้วยกันตามลำพังให้เป็นที่ครหาแต่นางก็สังเกตเห็นว่ายาปนมักจะมองหากฤตยาและขอคำปรึกษาจากนางอยู่บ่อยครั้ง

 

 

          นางกังวลเหลือเกินว่ากฤตยาจะมีอิทธิพลเหนือบุตรชายมากเกินไป

 

 

           “นายหญิงเจ้าคะ”

 

 

          เสียงเรียกของสาวใช้ทำให้นายหญิงของบ้านที่กำลังครุ่นคิดสะดุ้งด้วยความตกใจ อารดารีบนั่งหลังตรงและหันหลังกลับไปก็พบว่าหารียืนคอยอยู่

 

 

          “คุณกฤตยาเดินทางมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

 

 

          อารดาผุดลุกขึ้นทันทีและเดินตามคนรับใช้ออกไปยังห้องรับรองที่อยู่โถงทางเข้าด้านหน้า

 

 

          ทว่าประตูห้องนั้นถูกเปิดทิ้งไว้อยู่แล้ว อารดาจึงได้ยินเสียงหัวเราะของผู้ซึ่งพำนักอยู่ภายใน

 

 

          หญิงรับใช้อ้าปากจะส่งเสียงบอกบุคคลที่อยู่ด้านในแต่ ผู้เป็นนายหญิงกลับปรามไว้เสียก่อน นางลอบมองไปยังด้านในผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มก็พบว่าคนที่อยู่ด้านในไม่ได้มีเพียงกฤตยาเท่านั้น หากวาสินีและยาปนก็อยู่กับนางด้วย

 

 

          หัวใจของอารดามักเจ็บแปลบ นางรู้สึกเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเห็นยาปนยิ้ม หัวเราะและทำตัวสบายๆ อย่างเป็นธรรมชาติเมื่ออยู่กับกฤตยาอย่างที่ผู้เป็นแม่อย่างนางไม่เคยได้รับ

 

 

          มันทำให้นางรู้สึกกลัวและอิจฉา

 

 

          การลอบมองจากภายนอกนั้นมิอาจรอดพ้นจากสายตาคมกริบของกฤตยาได้ ดวงตาสีเหล็กกล้าจ้องตรงมายังดวงตาสีดำสนิทข้างขวาของอารดา และมันบีบให้นางจำต้องรีบผลักประตูเข้าไป

 

 

          “ท่านแม่” วาสินีกล่าวเสียงใสก่อนจะเดินมาจูงมือนาง ผิดกับยาปนซึ่งรอยยิ้มสดใสเมื่อครู่ปลาสนาการไปสิ้น

 

 

          “อรุณสวัสดิ์ท่านแม่” เขากล่าวทักทายนางด้วยความเคารพไม่ใช่ด้วยความสนิทชิดเชื้อ

 

 

          บุตรีคนเดียวของบ้านนิ่วหน้าเมื่อบรรยากาศเปลี่ยนไป นางดึงแขนเสื้อของมารดาและพี่ชายคนละข้างก่อนส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

 

 

          “เมื่อครู่คุณครูกำลังเล่าเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับแคว้นภาคกลางอยู่เลย พวกเราเลยหวังว่าสักวันจะไปเยือนที่นั่นสักครั้ง”

 

 

          อารดาพยักหน้าและยิ้มเล็กน้อย ต่างจากพี่ชาย วาสินีเป็นลูกแม่เสมอและนั่นทำให้นางรู้สึกดีขึ้น

 

 

          “ดิฉันเพิ่งมาถึง โชคดีที่คุณหนูทั้งสองออกมาต้อนรับ” กฤตยาเองก็รู้กาลเทศะพอที่จะสังเกตเห็นว่าอารดาไม่ต้องการให้นางใกล้ชิดกับบุตรทั้งสอง โดยเฉพาะยาปนมากเกินไปจึงรีบกล่าว “ดิฉันทราบมาว่าพวกคุณหนูมีธุระ พวกท่านควรจะไปเตรียมตัวได้แล้วนะคะ”

 

 

          ยาปนมีท่าทีอิดออดเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นสายตากดดันจากอาจารย์ก็ยอมบอกลาแต่โดยดี และเมื่อสองเด็กหนุ่มสาวเดินออกไป อารดาก็รีบพูดเข้าประเด็นกับครูสาวทันที

 

 

          “ฉันพอใจกับรายการสินเดิมที่คุณเตรียมไว้มาก คุณได้ปรึกษากับวาสินีและยาปนแล้วใช่ไหมคะ”

 

 

          “เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” กฤตยาตอบอย่างนุ่มนวลเพื่อแสดงความยำเกรงต่อนายหญิงของบ้าน นางเข้าใจความกังวลของอารดาดีและไม่ต้องการให้นายหญิงเข้าใจไปในทางนั้น

 

 

          “ดี” อารดากล่าวสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงที่ห้วนเล็กน้อยโดยที่นางไม่รู้ตัว ครูสาวจึงทำเป็นไม่ได้ยินปลายเสียงนั้น “กำหนดการแต่งงานของวาสินีออกมาแล้ว ไม่ทราบว่าคุณมีที่หมายใหม่หรือยังคะ”

 

 

          คำถามนี้ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนขึ้น เพราะอย่างไรเนื้อแท้ของอารดาก็เป็นสตรีที่มีเมตตาธรรมสูง

 

 

          “มีผู้เสนองานให้กับดิฉันแล้วค่ะ” กฤตยาตอบ “แต่ดิฉันยังไม่ได้ตัดสินใจ”

 

 

          อารดาไม่แปลกใจในคำตอบนั้นเลย เพราะกฤตยามักทำงานด้วนความตั้งใจ จนสามารถสนองตามคำขอของนางได้แทบจะไร้ที่ติ ย่อมเป็นที่ต้องการของผู้ว่าจ้างทั้งหลาย

 

 

          “ไม่ทราบว่างานอยู่ในเมืองหลวงหรือเปล่าคะ” มารดาของเด็กสาวโพล่งถามอย่างไม่ทันคิด

 

 

          ถึงกฤตยายังคงนิ่งสงบ แต่นางก็รับรู้ได้ว่าความระแวงที่นายจ้างมีต่อนางนั้นหนักหนาไปกว่าที่นางคิด

 

 

          “ดิฉันชื่นชอบการเดินทาง คิดว่างานในชนบทคงเหมาะกับดิฉันมากกว่าค่ะ” สตรีชาวต่างถิ่นสนองตรงตามความต้องการของนายจ้าง

 

 

          แน่นอนว่าคำตอบนั้นทำให้อารดาพอใจ แต่นางก็รู้ตัวว่าตนแฝงเจตนาขับไล่ให้อีกฝ่ายรับรู้จึงรู้สึกละอายใจ

 

 

          “หากคุณต้องการความช่วยเหลือในการย้ายออกไป ฉันยินดีจะช่วยเหลือ”

 

 

          กฤตยากล่าวขอบคุณอารดาทั้งรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับครุ่นคิดไปอีกอย่าง

 

 

 

 

---***~~ *** ~~***---

 

 

 

          ธงสามเหลี่ยมสีส้มและสีเขียวอ่อนอันเป็นสัญลักษณ์แห่งนครรัฐทั้งสองซึ่งถูกประดับประดาไปทั่วพระนครปลิวไสวไปตามแรงลม

 

 

          ประชาชนน้อยใหญ่ทุกทัวหัวระแหงต่างสวมเสื้อผ้าชุดดีที่สุดออกมาออกันข้างถนนโดยไม่กังวลแดดแรงแยงสายตาให้พร่าพราย เพราะวันนี้เป็นวันที่ว่าที่พระคู่หมั้นและคณะราชทูตแห่งวสันตประเทศจะเสด็จมาถึงเมืองหลวง เพื่อเจรจาการอภิเษกสมรสและประกอบพิธีหมั้นหมายให้สมบูรณ์

 

 

          วาสินีขยับขยุกขยิกอย่างหงุดหงิดเมื่อเครื่องแต่งกายหรูหราอย่างชนชั้นสูงทำให้นางร้อนและเหงื่อโซมกาย

 

 

          จอมนางน้อยซึ่งประทับยืนคอยอยู่ข้างๆ ยิ้มจางอย่างนึกขันในการแสดงออกทางสีหน้าอย่างตรงไปตรงมาของสหาย ก่อนจะเหลือบไปมองยังยาปนที่ยืนนิ่งทำตัวดีท่ามกลางหมู่ขุนนางอย่างทรงแปลกพระทัย เพราะพระนางเคยทรงพระราชดำริว่าอารมณ์ร้อนเอาแต่ใจอันเป็นที่เลื่องลือของยาปนนั้นเป็นแบบอย่างที่วาสินีเอาอย่าง

 

 

          แต่เมื่อคิดอีกมุมหนึ่ง ก่อนที่เด็กหนุ่มคนนี้จะลาออกจากโรงเรียนกองทัพและถอนหมั้นกับหลานสาวผู้บัญชาการกองทัพหลวงก็ได้รับการสรรเสริญมากมาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะควบคุมตนเองได้ดีตามที่ ตัวเขาเอง ต้องการ

 

 

          ช่างเป็นชายหนุ่มสูงศักดิ์ที่เอาแต่ใจตัวเองเสียจริง

 

 

          รอยแย้มสรวลด้วยความโสมนัสนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียวก็จางหายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของหัวหน้าราชองครักษ์หนุ่มที่แล่นเข้าสู่สายพระเนตร

 

 

          พระอัสสุชลคลอที่ริมขอบพระเนตรก่อนที่จะค่อยๆ หายไปอย่างรวดเร็ว อุษาทรงสูดพระอัสสาสะและผ่อนพระปัสสาสะช้าๆ พระนางทรงทราบดีแล้วว่าในใจของเขาไม่เคยมีพระนางอยู่เลย แล้วเหตุใดนางจึงต้องคร่ำครวญในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ด้วยเล่า

 

 

          ยอดธงสีน้ำตาลของราชวงศ์แห่งวสันต์ปรากฏพ้นเนินสูงที่ไกลออกไปก่อนที่กองเกียรติยศของพวกเขาจะปรากฏตามมา

 

 

          ปรมัตถ์ซึ่งอยู่กับเหล่าขุนนางชั้นสูงยิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นว่าเบื้องหน้าของขบวนเสด็จนั้นคือเจ้าชายหนุ่มผู้ทรงชุดเกราะซึ่งกำลังโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชนทั้งสองข้างทางอย่างสง่างาม เจ้าชายองค์รองแห่งวสันต์ทรงพระปรีชาพอที่จะทรงม้าแสดงองค์เพื่อเอาใจราษฎรของประเทศใหม่ของพระองค์ และนั่นเป็นสัญญาณที่ดีการการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ให้กลับคืนสู่ศารทประเทศอีกครั้ง

 

 

          ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าชายองค์นี้ก็เป็นเจ้าชายจากแว่นแคว้นที่มีระบอบราชาธิราชที่เข้มแข็งที่สุดในบรรดาแคว้นภาคเหนือทั้งหกด้วย พวกกบฏที่ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนอย่างอากรหรือจะสามารถต่อต้านทัพที่ได้รับการสนับสนุนจากวสันตประเทศของเขาได้

 

 

          รัชทายาทชายตัวจริงหรือ น่าขำ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเผ่าพงษ์วงศ์วานของศารทะนั้นถูกกำจัดจนสื้นแล้ว ขอเพียงแค่งานอภิเษกนี้จบลง เขาก็สามารถปิดตายประตูแห่งชัยชนะของเหล่าปัจจามิตรได้แล้ว!

 

 

 

 

          ในที่สุดขบวนเสด็จก็มาถึงปะรำพิธีในลานหน้าพระบรมมหาราชวัง ขบวนเสด็จหยุดนิ่ง เหล่าทหารหาญรวมถึงเจ้าชายจากต่างแดนก้าวลงจากรถม้าและรอคอยผู้ซึ่งประทับบนรถม้าให้เสด็จนำ

 

 

          นายมหาดเล็กรีบก้าวยาวๆ อย่างสง่างามเปิดพระทวารรถพระที่นั่งออกก่อนที่กษัตริย์วัยกลางคนจะก้าวตามออกมาอย่างกระฉับกระเฉง

 

 

          ธาดาราชาทรงมองพระบรมมหาราชวังที่อยู่ใต้ท้องฟ้าสีครามด้วยรอยแย้มพระโอษฐ์กว้างก่อนตรงมายังว่าที่พระสุณิสา เพื่อมีพระปฏิสันถารกับพระนาง พระองค์ท่านทรงเป็นกษัตริย์ที่ชาววสันต์ภาคภูมิใจ เพราะพระองค์ท่านไม่ทรงเป็นเพียงนักการเมืองที่เก่งกาจเท่านั้นแต่พระองค์ท่านยังคงเป็นกษัตริย์ทรงพระสิริโฉมและสง่างามมาก

 

 

          เจ้านางอุษาถอนสายบัวอย่างสง่างามรับการโค้งของกษัตริย์ต่างถิ่น ก่อนที่ผู้สำเร็จราชการจะเข้ามาเป็นผู้เจรจาแทนและปล่อยให้พระนางเผชิญพักตร์กับพระคู่หมั้น

 

 

          ผิดกับพระราชบิดาที่ยังคงเค้าความหล่อเหลาบาดใจยามหนุ่ม เจ้าชายแห่งวสันต์ไม่ได้มีรูปโฉมโดดเด่นเลย แต่ข้อด้อยนั้นก็ถูกบดบังด้วยกริยามรรยาทที่สูงส่ง พระองค์เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะแย้มสรวลให้พระนางผ่อนคลายก่อนจะทรงจุมพิตที่หัวพระธำมรงค์แห่งราชินีซึ่งสวมที่พระดัชนีขวา ซึ่งทำให้ผู้พบเห็นเกิดความรู้สึกอิจฉาและเอ็นดูคู่บ่าวสาวซึ่งจะกลายเป็นผู้ปกครองราชอาณาจักรแห่งนี้สืบไป

 

 

          วาสินีซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังมองพระอิริยาบถแห่งจอมนาง ด้วยความที่เป็นสาวน้อยไร้เดียงสา นางจึงหัวช้าไปสักหน่อยแต่นางรู้ว่านายเหนือหัวของตนชอบพลวัต และกำลังเศร้าใจเนื่องจากถูกบังคับให้สมรสกับชายที่ไม่ได้รัก ซึ่งเมื่อเห็นก็อดเปรียบเทียบกับคู่ของตนอย่างเสียไม่ได้

 

 

          จริงอยู่ที่การจับคู่ของพวกตนเกิดจากความพึงพอใจของครอบครัว แต่วาสินีก็ชอบไศลอย่างแท้จริง แต่ในความจริงนั้นก็มีอีกความจริงหนึ่งที่ซ่อนอยู่ลึกลงไป นั่นก็คือนางไม่แน่ใจว่าตนเองพร้อมสำหรับการออกไปจากอ้อมอกของบิดามารดาหรือยัง

 

 

 

---***~~ *** ~~***---

 

 

 

          เสียงหัวเราะที่ถูกเสแสร้งแกล้งทำตามมารยาทของบรรดาผู้ร่วมโต๊ะอาหารสร้างความรำคาญให้แก่ยาปนเป็นอย่างมาก และเขาก็ได้ยินมันไปทุกแห่งทุกหนราวกับมันเป็นเงาตามตัว แต่ว่ามันไม่ใช่เงาตามตัวเขา กลับเป็นของผู้สำเร็จราชการที่เอาแต่หนีบเขาไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลาต่างหาก

 

 

          หึ หากเขาไม่ได้สัญญากับกฤตยาไว้ว่าจะทำตัวดีส่งเสริมชื่อเสียงของตระกูลอย่างที่ควรจะทำ เขาคงโกหกว่าท้องไส้ไม่ดี หนีไปตั้งแต่แรกแล้ว!

 

 

          เด็กหนุ่มกัดฟันยิ้มราวกับเห็นด้วยในสิ่งที่ปรมัตถ์พูดเสียเต็มประดา ก่อนจะทำเป็นหัวเราะโดยหันไปทางด้านซ้ายมืออย่างช้าๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตน เพราะเสียงน่ารำคาญเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่ปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น ปัญหาใหญ่ที่เกิดความใกล้ชิดผู้สำเร็จราชการก็คือการที่เขาต้องอยู่เฉพาะพระพักตร์ตลอดเวลา

 

 

          โชคดีที่สองกษัตริย์จากต่างแดนทำให้เจ้านางอุษาทรงวุ่นจนมิได้ทรงสนพระทัยเขานัก แต่เขาก็รู้สึกอึดอัดที่จะต้องอยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่เขาเพิ่งผิดหวังจากความรักด้วย

 

 

          น่าขายหน้าที่สุด

 

 

          เป็นโชคร้ายของเด็กหนุ่ม เพราะในระหว่างหลบสายตาหนีออกจากราชินีน้อย สายตาของเขาก็สบเข้ากับสายพระเนตรของกษัตริย์แห่งวสันต์พอดี และดูเหมือนว่าพระองค์ท่านทรงปรารถนาจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจึงหันไปตรัสกับเจ้าหญิงทั้งทอดพระเนตรมาที่เขาอย่างไม่วางตา

 

 

          แต่จะกล่าวโทษอีกฝ่ายก็ไม่ได้ ต้องโทษปรมัตถ์ที่เอาสมองส่วนไหนก็ไม่ทราบคิดให้เขาซึ่งเป็นเพียงไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมมานั่งอยู่ข้างๆ

 

 

          ยาปนชักปลายเท้าหนีใต้โต๊ะแต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้นเพราะในไม่ช้าอุษาก็ทรงหันมายังเขา รวมถึงแขกทั้งหมดด้วย

 

 

          แต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ธาดาราชาทรงแย้มสรวล

 

 

          “ช่างหาได้ยากที่จะได้พบข้าราชบริพารอายุน้อยร่วมโต๊ะอาหารเช่นนี้” นี่เป็นครั้งแรกที่ยาปนเคยได้ยินเสียงกษัตริย์จากประเทศอื่น พระสุรเสียงของพระองค์นั้นห้าวทรงพลังแต่ก็นุ่มนวลชวนฟังด้วยกระแสเจือความเมตตา “เขาเป็นหลานชายของท่านหรือท่านผู้สำเร็จราชการ”

 

 

          นักการเมืองเฒ่าหัวเราะ “หามิได้พระพุทธเจ้าข้า ท่านชายผู้นี้มีนามว่าท่านชายยาปน แห่งฐากูร”

 

 

          ในอดีตตระกูลฐากูรเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลในราชสำนักแห่งศารทะมากว่าห้าชั่วอายุคน และด้วยเหตุนี้นามของเขาจึงกระตุ้นความสนพระทัยของกษัตริย์จนทำให้ผู้ตกเป็นหัวข้อสนทนารู้สึกอึดอัด

 

 

          แต่นั่นก็หาใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ธาดาทรงสนใจเขา

 

 

          “พระราชินีทรงเล่าให้ฟังเกี่ยวกับความกล้าหาญของท่านที่ช่วยป้องกันพระองค์ท่านจากมือสังหาร นับว่าเป็นเกียรตินัก”

 

 

          นั่นไง...

 

 

          เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อคำสรรเสริญดังกล่าวนั้นเกิดจากการเยินยอเกินจริงของผู้สำเร็จราชการ เขาอ้าปากหมายจะกล่าวถ่อมตนและโยนความชอบให้ผู้อื่นต่อเพื่อตัดช่องน้อยแต่พอตัว  แต่ทันใดนั้นเอามือของผู้สำเร็จราชการวางเอื้อมมาจับบ่าของเขาอย่างสนิทสนม

 

 

          “พวกเราคาดหวังไว้กับพ่อหนุ่มคนนี้ไว้มากมายพระพุทธเจ้าข้า” ปรมัตถ์ไม่พูดเปล่าหากกดน้ำหนักลงบนบ่าของยาปนเพื่อเป็นการเตือนกลายๆ ให้เขานิ่งเฉย

 

 

          คำยืนยันของผู้สำเร็จราชการยิ่งเพิ่มพูนความสนพระทัยของกษัตริย์แห่งวสันตประเทศ ธาดาทรงหันไปทางพระราชโอรสซึ่งก็หันมาทอดพระเนตรยังยาปนด้วยความกระตือรือร้น

 

 

          “เยี่ยมที่สุด พวกเขาอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันพอดี” ธาดาตรัสก่อนจะทรงหันไปทางยุวราชินี “หม่อมฉันรู้สึกยินดีเหลือเกินที่ธีระมีท่านชายจะเป็นสหายที่ดีคอยช่วยเหลือและสนับสนุนต่อไป”

 

 

          อุษาทรงแย้มสรวลขอบพระทัยในฐานะผู้แทนข้าราชสำนักทั้งมวล “ฝ่าพระบาททรงวางพระทัยได้เพคะ หม่อมฉันขอรับรองว่าท่านชายยาปนเป็นคนสัตย์ที่น่านับถืออย่างแน่นอน”

 

 

          พระราชดำรัสของพระนางเปรียบเสมือนใบหอกในงานประลองที่ปักลงตรงกลางเป้า เด็กหนุ่มที่น่าสงสารได้แต่กล้ำกลืนความเจ็บปวดที่เกิดจากการซ้ำเติมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นด้วยการยิ้มจางๆ และแสร้งนิ่งขรึมอย่างมีมารยาท ทั้งๆ ที่จริงเขากำลังมึนงงจนทำอะไรไม่ถูกต่างหาก

 

 

          หลังจากชื่นชมกันและกันพอสมควรแล้วสามกษัตริย์ก็เปลี่ยนบทสนทนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียดพิธีหมั้นทำให้ยาปนถึงกับต้องลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะทำคิ้วขมวดใส่วาสินีซึ่งเอาแต่หัวเราะเยาะเขาอยู่ใต้ผ้าเช็ดปาก

 

 

          เด็กหนุ่มรู้ดีว่าการถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นคนสำคัญอย่างกะทันหันนั้นเป็นดาบสองคม การได้รับการสรรเสริญจากผู้ปกครองประเทศนั้นถือเป็นการช่วยฟื้นฟูชื่อเสียงของเขาและตระกูลที่ถดถอย แต่มันก็ทำให้เกิดความอิจฉาในหมู่ข้าราชสำนักคนอื่นๆ โดยเฉพาะข้าราชสำนักรุ่นเยาว์ที่อายุใกล้เคียงกันที่เคยแสดงท่าทีดูถูกเขามาก่อน

 

 

          ยาปนรู้สึกถึงรังสีอำมหิตและดวงตาอาฆาตจากเหล่ามหาดเล็กที่นั่งอยู่ห่างออกไป จึงวางตัวลำบากได้แต่นั่งคอแข็งยิ้มให้คนข้างๆ ไปมา

 

 

          อาหารคาวเลิศรสที่ถูกบรรจงปรุงอย่างพิถีพิถันถูกเปลี่ยนเป็นของหวานรสละมุนนานแล้วแต่ยาปนกลับไม่รับรู้ถึงความแตกต่าง เพราะเขาเอาแต่เฝ้าจดจ่อหาอะไรเขาปากให้ตนหมดโอกาสพูดอยู่ตลอด

 

 

          หลังจากภาวนาให้อาหารมื้อค่ำจบลงอยู่ตลอด ในที่สุดคำอธิษฐานของมาณพน้อยก็สัมฤทธิ์ผล เครื่องเสวยทั้งหมดบนโต๊ะรวมถึงพระสุธารสชาที่ถวายหลังพระกายาหารก็ถูกจัดเก็บไปยังห้องซักล้างเพื่อทำความสะอาดเก็บรักษาใช้ในคราวต่อไป

 

 

          เจ้านางอุษาในฐานะเจ้าบ้านทรงประทับยืนขึ้นก่อนและทรงนำเสด็จไปยังห้องพักผ่อนที่อยู่ถัดไป

 

 

          ยาปนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาตัดสินใจอ้อยอิ่งปล่อยให้สามกษัตริย์และปรมัตถ์เร่งรีบเดินไปไกลก่อนแล้วจึงเดินตามโดยเลือกเก้าอี้ข้างบานหน้าต่างที่อยู่ห่างจากสายพระเนตรพระกรรณมากที่สุด

 

 

          พระอาทิตย์หายลับจากขอบฟ้าไปแล้ว ปรากฏแสงจันทร์นวลผ่องขึ้นแทน โดยมีแสงริบหรี่ของดาวประจำเมืองเป็นสหาย ก่อนที่ดวงดาวต่างๆ มากมายจะปรากฏขึ้นแทน

 

 

          ฟ้ากระจ่างดาวนั้นทำให้เด็กหนุ่มผู้สูงศักดิ์ระลึกถึงการเดินทางในสองปีที่ผ่านมา การละทิ้งครอบครัวและราชสำนักไว้เบื้องหลังทำให้เขาสูญเสียความสามารถเยี่ยงผู้ดีไปบ้าง แต่มันก็ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เขาคงไม่มีวันได้สัมผัสหากไม่จากไป

 

 

          หากเขายังอยู่ในราชสำนักต่อไปตามคำสั่งของมารดา ป่านนี้เขาคงสมรสกับหลานสาวของสินธร ลงหลักปักฐานเริ่มต้นการสร้างครอบครัว เพิ่มพูนชื่อเสียงของตนด้วยการทำงานเป็นหัวหน้าหน่วยย่อยสักหน่วยในกองทหารราชองครักษ์ กอบกู้ชื่อเสียงที่ตกต่ำของตระกูลให้กลับมาเป็นตระกูลข้าราชสำนักที่สำคัญที่สุดตระกูลหนึ่งของแคว้นอีกครั้ง

 

 

          แต่นั่นคือชีวิตที่ท่านหญิงอารดาต้องการ ไม่ใช่ตัวเขา

 

 

          และเขาไม่มีวันยอมให้มันเป็นเช่นนั้นโดยเด็ดขาด...

 

 

          แต่ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั่นเองความเจ็บปวดที่เท้าก็ทำให้เขาหลุดออกจากภวังค์

 

 

          หากอยู่ในกองคาราวานยาปนต้องปากไวกราดผรุสวาทใส่อีกฝ่ายเป็นชุดไปแล้วแต่เขาเลือกที่จะปรายสายตาหันมามองเป็นเชิงตำหนิแทน

 

 

          สายตาคาดโทษเปลี่ยนเป็นแววตาสำนึกผิดและไม่อยากสู้หน้าทันทีที่เห็น

 

 

          ผู้ซึ่งเหยียบบนเท้าของเขาคือบุรุษคนหนึ่งซึ่งคงอายุมากกว่ายาปนไม่มาก ยาปนจำเขาได้ดีเพราะชายคนนี้เป็นรุ่นพี่ที่เคยเขม่นจ้องจับผิดเขาตั้งแต่สมัยที่เขายังคงเป็นนักเรียนในกองทัพ

 

 

          แต่นั่นหาใช่สาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกวิตกไม่ คนที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนั้นกลับเป็นกุลธิดาที่ยืนอยู่ข้างเคียงชายผู้นั้นต่างหาก และนางกำลังมองมาที่เขาด้วยความโกรธ

 

 

          “ไม่ได้พบกันตั้งนานนะเจ้าคะ”

 

 

          น้ำเสียงที่แสนเย็นชานั้นทำให้ยาปนถึงกับรู้สึกขนลุกวาบ ที่แท้นางก็คืออดีตคู่หมั้นของเขานั่นเอง

 

 

          “สบายดีหรือครับคุณหนู” เด็กหนุ่มทำใจดีสู้เสือตอบกลับไปราวกับไม่มีความบาดหมางพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

 

 

          เขารีบชักเท้าหลบทันทีที่อีกฝ่ายยกเท้าออก

 

 

          “คุณควรเรียกฉันว่าคุณหญิงหรือคุณนายท่านชาย” อดีตคู่หมั้นกล่าวต่อไป “ตอนนี้ฉันออกเรือนแล้ว”

 

 

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นยาปนที่รู้สึกผิดก็ใจชื้นขึ้น เขารู้ตัวดีว่าตนเองไม่ควรหนีจากคู่หมั้นไปดื้อๆ แต่ในขณะนั้นพวกผู้ใหญ่เอาแต่บีบให้เขารีบแต่งงานทั้งๆ ที่เขายังไร้เดียงสา ไม่ได้คิดอะไรกับนางนอกจากเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่ง แถมนางเองก็ไม่ยอมตกลงให้เขาถอนหมั้นด้วยสันติวิธีต่างหาก

 

 

          “ถ้าเช่นนั้นก็ขอแสดงความยินดีด้วยคุณนาย”

 

 

          ยาปนกล่าวอย่างจริงใจเพราะแม้เขาจะไม่ได้ชอบนางแต่เขาก็ปรารถนาให้นางมีความสุข แต่คำยินดีของเขากลับยิ่งทวีความเกลียดชังที่นางมาต่อเขา

 

 

          ไม่ว่าใครต่างก็รู้ว่าหลานสาวของผู้บัญชาการกองทัพหลวงเคยภาคภูมิใจและหลงใหลในอดีตคู่หมั้นของตนมากเพียงใด แม้สภาพของยาปนในตอนนี้จะดูไม่ชวนคบหานักแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขาเคยเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่ชนชั้นสูงทั้งหลายต้องการเกี่ยวดองเป็นญาติด้วยทั้งนั้น

 

 

          การหนีไปเมื่อสองปีก่อนของเขานั้นทำให้นางรู้สึกขายหน้ามาก เพื่อนร่วมสังคมต่างหัวร่อที่นางเอาแต่อวดดี แม้กระทั่งบรรดาเครือญาติก็ยังพูดต่อว่านาง ยังดีที่สามีคนปัจจุบันยังตามตื้อนางจนนางใจอ่อนยอมแต่งงานจนพอกู้ชื่อเสียงของตนได้

 

 

          เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เพราะการปะทะระหว่างทั้งสามดึงดูดความสนใจของข้าราชสำนักรุ่นเยาว์ที่ค่อยชี้ชวนหรือเดินเฉียดเข้ามาใกล้ และในที่สุดมันก็กระตุ้นความสนใจมายังเจ้าชายหนุ่มพระคู่หมั้นของอุษาด้วย

 

 

          เจ้าชายแห่งวสันต์ทรงกระตือรืนร้นที่จะได้เป็นกษัตริย์ของประเทศอื่นมาก ผิดกับทรราชทั้งหลายที่ผลัดเปลี่ยนเวียนมาปกครองศารทประเทศ พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยความตั้งใจดีที่ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข และสิ่งแรกที่พระองค์ควรทำนั่นก็คือการสนิทชิดเชื้อกับเหล่าข้าราชสำนัก โดยเฉพาะข้าราชสำนักอายุน้อยที่จะเป็นแขนขาให้กับพระมเหสีและพระองค์ต่อไป

 

 

          เหล่าข้าราชสำนักทุกคนต่างหลีกทางให้กับสองพระองค์ทันทีจนในที่สุดก็ทรงมาประทับคั่นกลางระหว่างคู่กรณีทั้งสาม

 

 

          “ท่าทางท่านกำลังสนทนาอย่างออกรส หากท่านไม่รังเกียจที่เราเป็นคนต่างถิ่นจะขอร่วมการสนทนาด้วยได้ไหม” เจ้าชายพระคู่หมั้นตรัส

 

 

          เยี่ยมเลย แน่จริงให้วสันตประเทศมาอีกคนสิ... ยาปนคิดอย่างประชดประชัน เขาคงยืนนิ่งไม่รู้จะโต้ตอบอะไรอีกครู่ใหญ่ หากไม่เห็นวาสินีรีบวิ่งเข้ามา ทั้งสีหน้าเป็นห่วง

 

 

          เด็กหนุ่มค่อยๆ สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างได้ขึ้นมา แม้จะลังเลเพราะคิดว่ามันงี่เง่าแต่เขาก็ต้องลองดู

 

 

          รอยยิ้มแบบคุณชายผุดขึ้นบนดวงหน้าของยาปนอีกครั้ง “นับเป็นเกียรติพระพุทธเจ้าข้า”

 

 

          เขาโค้งถวายเพื่อสนองก่อนจะผายมือไปยังคู่ข้าวใหม่ปลามันที่เดินมาเพื่อหาเรื่องเขาโดยเฉพาะเมื่อครู่

 

 

          “สองท่านนี้คือคุณชายและคุณนายแห่งตระกูลชลาศัยพระพุทธเจ้าข้า” โชคร้ายที่ยาปนจำได้เพียงนามสกุลของเจ้าบ่าวเขาจึงกล่าวแนะนำได้เพียงเท่านี้

 

 

          “พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองเคยเป็นรุ่นพี่น้องสมัยยังศึกษาในโรงเรียนของกองทัพ แต่น่าเสียดายที่ข้าพระพุทธเจ้ามีความเชี่ยวชาญไม่ถึงเศษเสี้ยวของท่านพี่ท่านนี้ จึงจำต้องลาออกมาก่อน ถึงกระนั้นคุณชายก็ยังคงมีจิตใจอารีเห็นข้าพระพุทธเจ้าเป็นสหายให้พึงพาปรึกษาเสมอมาพระพุทธเจ้าข้า”

 

 

          แน่นอนว่าทุกสิ่งที่เขาพูดในภายหลังนั้นล้วนเป็นเรื่องโกหกพกลมทั้งสิ้น ข้าราชสำนักรุ่นเยาว์หรือใครอื่นที่ได้ยินต่างก็ตาโตเบิกโพลงด้วยความตกใจ จริงอยู่ที่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ได้สนิทสนมกับยาปนหรือกระทั่งกับคุณชายท่านนี้ แต่พวกเขาก็เคยได้ยินเรื่องความบาดหมางระหว่างทั้งคู่ที่เกิดขึ้นสมัยยังเป็นนักเรียนในกองทัพ ทว่าเมื่อเห็นยาปนตีหน้าซื่อและอีกฝ่ายนิ่งไม่พาทีก็เริ่มลังเล เพราะบางครั้งข่าวลือก็เป็นเพียงแค่เรื่องเหลวไหลประหนึ่งผายลมเท่านั้นเอง

 

          ความจริงแล้วคุณชายผู้เป็นสามีของอดีตคู่หมั้นกำลังงงจนทำอะไรไม่ถูกต่างหาก แน่ล่ะว่าเขาไม่พอใจแต่คนประเภทอย่างเขารวมถึงข้าราชสำนักส่วนใหญ่ต่างก็เป็นพวกที่เก่งแต่เล่นเรื่องสกปรกลับหลังเท่านั้น จึงไม่กล้าหาญพอที่จะกราบทูลตัดรอนยาปนซึ่งอยู่ในฐานะคนโปรดของผู้สำเร็จราชการให้ขุ่นเคืองได้

 

 

          เนื่องจากเจ้าชายจากต่างแดนไม่เคยทรงรู้จักข้าราชสำนักคนใดมาก่อน พระองค์จึงทรงเชื่อยาปนซึ่งเป็นคนแรกที่ได้รับการแนะนำจากผู้ที่ทรงอำนาจสูงสุดแห่งศารทะอย่างหมดพระทัย พระองค์ทรงหันไปแย้มสรวลกับคุณชายด้วยความชื่นชม “ยินดีที่ได้รู้จักท่านเช่นกันท่านชาย...”

 

 

          “ข้าพระพุทธเจ้ามีนามว่าปรวีพระพุทธเจ้าข้า”

 

 

          แม้คุณชายมักเสียรู้รุ่นน้องหนุ่มตั้งแต่สมัยยังเรียนหนังสือในกองทัพ แต่คุณชายแห่งตระกูลชลาศัยก็มีวัยวุฒิเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน เขาเองก็เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่เติบโตท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองเหมือนยาปน จึงไม่ได้ขาดไหวพริบขนาดปล่อยให้ความโกรธเคืองในอดีตบดบังโอกาสที่จะได้อยู่ในสายพระเนตรพระกรรณของว่าที่กษัตริย์ใหม่

 

 

          “ยินดีที่ได้รู้จักท่านชายปรวี” เจ้าชายจากแคว้นทางตะวันออกทรงสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายนั้นหวังจะเป็นที่โปรดปรานในพระองค์มากจึงตรัสชื่อของเขาซ้ำอีกครั้งเพื่อสร้างความประทับใจ

 

 

          ไม่เพียงแค่เจ้าชายที่ทรงหันมาสนพระทัยเขาเท่านั้น เจ้านางอุษาเองก็ทรงแย้มสรวลพระราชทานด้วย

 

 

          “น่าเสียดายที่งานเลี้ยงนี้มีผู้คนมากมาย หากคราวหน้ามีโอกาสพวกเราควรจะเชิญท่านชายทั้งสองมาร่วมงานเลี้ยงยามบ่าย ดีไหมเพคะ”

 

 

          เมื่อเห็นเจ้าชายทรงตอบรับข้อเสนอของยุวราชินี ปรวีก็ยิ่งยิ้มแก้มปริ แน่นอนว่าเขาเกลียดยาปน แต่เขาไม่เชื่อว่ายาปนที่ทุกคนต่างรู้ว่ากำลังกอบกู้ชื่อเสียงของตนจะกล้าก่อเรื่อง เขาเองก็ไม่ควรทำเรื่องเสีย ดังนั้นเรื่องนี้ก็ควรจบลงที่ไม่มีใครที่ต้องเสียผลประโยชน์

 

 

          แม้เขาจะได้บทสรุปในใจแล้วแต่ดูเหมือนว่ามันไม่ได้ตรงกับความต้องการของผู้เป็นภรรยาเลย นางที่เคยหลงใหลยาปนมากเพียงใดก็ยิ่งเกลียดเขามากเท่านั้นย่อมไม่ยอมเรื่องทั้งหลายให้ออกมาในรูปนี้แน่

 

 

           “คุณหญิงผุสดี”

 

 

          พระสุรเสียงแห่งจอมนางทำให้คุณนายอายุน้อยสะดุ้งเฮือก ยุวราชินีทรงแย้มพระโอษฐ์ สายตาอาฆาตของสาวน้อยไม่อาจรอดพ้นสายพระเนตรอันคมกริบของพระองค์ท่านไปได้ ต่างจากพระคู่หมั้นที่ไม่รู้เรื่องราวในราชสำนักดี อุษาทรงทราบเรื่องการหนีการแต่งงานของยาปนดีจึงรู้ว่าเด็กสาวไม่มีทางยินยอมให้ยาปนรอดพ้นจากความอับอายไปแน่

 

 

          “พะ เพคะ” สาวน้อยขานรับรับสั่งทั้งเสียงสั่น แม้สาวน้อยจะถือศักดิ์เป็นหลานของสาธร แต่นางก็เป็นเพียงหลานห่างๆ เท่านั้น จึงไม่มีโอกาสใกล้ชิดกับจอมนางเช่นสาวนางอื่นในราชสำนักที่เกิดในตระกูลที่สำคัญกว่า ดังนั้นนี่เป็นครั้งแรกที่กษัตรีย์ผู้ทรงพระสิริโฉมตรัสกับนางโดยตรง

 

 

          “เราเคยได้ยินว่าบ้านเกิดของท่านมีชื่อเสียงเรื่องผ้าไหมปักอย่างมาก ถ้าท่านไม่รังเกียจเราต้องการคำแนะนำของท่านจะได้ไหม”

 

 

          เมื่อสิ้นรับสั่งคุณนายน้อยแห่งตระกูลชลาศัยเองก็มีสภาพไม่ต่างจากสามี นั่นคือมีความพึงพอใจมากจนสามารถหลับตาข้างหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ของตนนั่นเอง

 

 

          หลังจากสถานการณ์ทั้งหมดคลี่คลายแล้ว อุษาก็รีบทรงตัดบท

 

 

          “หม่อมฉันคิดว่าเรารบกวนพวกท่านมามากแล้ว” พระนางทรงหันไปตรัสกับพระคู่หมั้น “เราควรจะไปทักทายท่านผู้อาวุโสกันเสียที”

 

 

          ทั้งสามหนุ่มสาวรีบกราบบังคมทูลลา

 

 

          ยาปนได้ทีจึงรีบเดินออกมาหาวาสินีซึ่งได้แต่กลั้นขำ

 

 

          “หยุดเลยนะ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงห้วนที่ออกจะหมั่นไส้ระคนเอ็นดูมากกว่าจะโกรธเคืองจริง “ไปอยู่กับคู่หมั้นของเจ้าเลยไป”

 

 

          ผู้เป็นน้องสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนส่ายหน้าคว้าแขนพี่ชายคล้องหนึบ

 

 

          “ม่ายยยยล่ะ” นางลากเสียงยาวราวกับเด็กน้อย

 

 

          ยาปนไม่ใส่ใจนักจึงปล่อยให้วาสินีอ้อนต่อไป ใจหวนคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ทำเอาใจเขาตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขานึกว่าตนเองจะต้องถูกทำให้ขายหน้าครั้งใหญ่เฉพาะพระพักตร์เสียแล้ว

 

 

          เคราะห์ดีที่เขาคิดหาทางหนีทีไล่ออกมาได้ ในเมื่อเขากำลังถูกบีบ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางออกจากบุคคลที่สามและเจ้าชายนั่นก็อยู่ในทางของเขาพอดี

 

 

          เอาน่า อย่างน้อยเขาก็พูดความจริงอยู่บ้าง คงเรียกว่าหลอกลวงเบื้องสูงไม่ได้หรอก

 

 

          ขณะที่ยาปนกำลังผ่อนคลายกับการนั่งพักอยู่เพียงลำพังกับน้องสาวของตนอยู่นั้น เขาไม่รู้เลยว่านับตั้งแต่ผู้สำเร็จราชการแนะนำตัวเขา สายพระเนตรของราชาแห่งวสันต์ได้จับจ้องมาที่เขาบ่อยครั้ง และในขณะนี้พระองค์ท่านก็กำลังทรงแย้มพระโอษฐ์อย่างครุ่นคิด

 

 

---------------------------------

 

สวัสดีค่ะ สบายดีหรือเปล่าคะ ก่อนอื่นคงต้องขอโทษอีกครั้งที่หายหน้าหายตาไปนานค่ะ

 

เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาจขบ.งานยุ่งมากจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลยค่ะ บางครั้งก็เครียดจนนอนไม่หลับเลยก็มี ต้องทำงานล่วงเวลาที่ได้เงินบ้างไม่ได้เงินบ้างทุกสัปดาห์ มีบางเดือนนี่กลับบ้านเกือบวันใหม่แทบทุกวันเลย หลายคนบอกไม่เห็นเป็นไรนี่ ยังไงบ้านพักก็อยู่หลังออฟฟิศเอง จะกลับสี่ห้าทุ่มหรือทำงานฟรีสักวันก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกทำบ่อยจนไม่มีเวลาพักผ่อนนี่ก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ

 

 

จบเรื่องจขบ.มายังนิยายกันก่อนดีกว่าเนอะ ในบทนี้หลายคนคงได้เห็นรอยร้าวฉานภายในครอบครัวของยาปน ผ่านมุมมองความคิดของอารดา คุณแม่วัยรุ่นเซ็ง (ฮา) ของยาปนแล้ว บุคลิคภาพอารดานั้นดูเหมือนคุณนายตัวอย่างค่ะ แต่ข้างในกลับเปราะบาง ไม่กล้าเผชิญหน้าแม้กระทั่งลูกของตัวเอง ได้แค่ตัดสินใจแทนแล้วคิดว่าฉันทำดีที่สุดแล้ว ซึ่งความคิดดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับครอบครัวของยาปนต่อไปในอนาคตค่ะ

 

และในบทนี้ เราก็มีตัวละครใหม่ที่น่าสนใจถึงสองตัวด้วยกันนั่นก็คือธาดา ราชาแห่งวสันต์กับธีระ โอรสองค์รองซึ่งได้หมั้นหมายกับอุษานั่นเอง ว่าแต่ เอ...ธาดานี่ดูมีลับลมคมนัยเยอะอยู่นะ เขาวางแผนอะไรอยู่น้า ถ้าอยากรู้ ติดตามชมได้ในบทต่อไปค่ะ

 

หมาเหงาในเงาจันทร์เจ้าเก่าเองค่ะ

 

ป.ล. ภาษาอาจจะฝืดหรือแข็งไปบ้างนะคะ เว้นว่างจากงานเขียนนิยายไปนานมาก ต้องขอรบกวนช่วยติด้วยนะคะ ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ

edit @ 20 Jul 2016 21:40:38 by หมาเหงาในเงาจันทร์

edit @ 20 Jul 2016 21:43:13 by หมาเหงาในเงาจันทร์

edit @ 21 Jul 2016 02:30:00 by หมาเหงาในเงาจันทร์

 
สวัสดีค่ะทุกคน หวังว่าทุกคนจะสบายดีนะคะ
 
เนื่องจากช่วงนี้งาน Load อย่างหนักมาก จขบ. จึงขอประกาศงดอัพเดตบล้อกและนวนิยายเรื่องเล่ห์รบกลรักชั่วคราวอย่างไม่มีกำหนดแน่ชัดค่ะ
 
 
ขออภัยและขอบคุณที่ติดตามเสมอมาค่ะ
 
 
หมาเหงาในเงาจันทร์