เล่ห์รบกลรัก[Part1] - บทที่๒๔ แม่มด
posted on 31 Jan 2012 09:42 by junge-hexe in the-another-storyใช้Firefox เพื่อความสะดวกในการอ่านค่ะ (IE บล็อกจะแหกค่ะ)
บทที่๒๔ แม่มด
กฤตยาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์ที่ส่องมาทำให้ตาของนางแสบพร่าแต่หลังจากกะพริบตาอยู่นานนางก็สามารถมองเห็นภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน
หญิงสาวพบว่ากำลังนอนอยู่บนฟูกภายในกระท่อมน้อยหลังหนึ่งที่ดูคุ้นตา เจ้าหล่อนก้มลงมองเสื้อผ้าสีดำเก่าจนเปื่อยหากผ่านการซักอย่างสะอาดเอี่ยมดังที่นางเคยสวมเมื่อครั้งอยู่กับน้องสาว
เหมือนกับที่นางเคยสวมเมื่อครั้งอยู่กับน้องสาว อย่างนั้นหรือ
หรือว่าที่นี่เป็นบ้านของนางและเรื่องทั้งหมดไปเพียงแค่ฝันร้ายที่แสนยาวนาน
เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของประตู เจ้าของดวงตาสีเหล็กพยายามยันกายให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก นางอยากจะเล่าให้น้องของตนฟังเกี่ยวกับความฝันเหลือเกิน และมาธวีต้องหัวเราะกับเรื่องไร้สาระนี่เป็นแน่
ประตูเปิดออกในที่สุดแต่ผู้ที่ก้าวเข้ามากลับไม่ใช่โฉมงามผู้เป็นขนิษฐา ตรงกันข้ามกันผู้มาเยือนคือหญิงชราหน้าตาน่ากลัวและอัปลักษณ์ยิ่ง ดวงตาของนางปูดโปน เช่นเดียวกับจมูกแหลมน่าเกลียดบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลไฟไหม้ ร่างกายของหญิงชรานั้นก็เตี้ยและมีหลังที่โก่งงอ
ราวกับแม่มดที่ถูกเล่าขานนิทานไม่มีผิด
“ดีจริง” ถึงกระนั้นเสียงของแม่เฒ่ากลับนุ่มนวลยิ่งเช่นเดียวกับแววตาที่เปี่ยมด้วยเมตตา มือที่เหี่ยวย่นคว้าเอามือของกฤตยาที่กำลังตกใจ “ไม่เป็นไรแล้วคนดี อย่ากลัวข้าเลย”
กฤตยาที่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งสติอย่างรวดเร็ว นางไม่ได้ตกใจกลัวหญิงชราเท่ากับสิ่งที่นางคิดว่าเป็นความฝันนั้นกลับเป็นความจริง
ที่นี่ไม่ใช่บ้านของนางและมาธวีก็จากไปแล้ว รวมถึงคนรักของนางด้วย
“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ข้าคือหมอพื้นบ้านของที่นี่แล้วที่นี่คือบ้านของข้า” หญิงชรากล่าวอย่างใจดีเพราะยังรู้ว่าหญิงสาวยังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น “เจ้าสลบไปตั้งสองวัน รีบไปล้างหน้าก่อนเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
แรงของเจ้าของบ้านนั้นมีมากกว่าที่สตรีผมดำคิดมาก
“วางน้ำหนักลงบนบ่าของข้าอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องกลัวข้าเจ็บหรอก ข้าแข็งแรงกว่าที่เจ้าคิดเยอะ” นางบอกขณะพากฤตยาไปยังห้องน้ำหลังกระท่อมเพื่อปล่อยให้นางทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย
“ขะ...” หญิงสาวพยายามเอ่ยคำขอบคุณแต่กลับไม่มีเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผากเลย
“เจ้ายังไม่ต้องพูดหรอก” แม่เฒ่าปรามทันที “รีบจัดการให้เสร็จเถอะ ถ้าเสร็จแล้วค่อยเคาะประตูเรียกข้า แล้วก็อย่าให้แผลเปียกล่ะ”
สตรีผู้มีดวงตาสีเทาเข้มพยักหน้าแล้วแม่เฒ่าก็หันหลังให้ กฤตยาก้าวเข้าไปในห้องอาบน้ำแบบชาวเหนืออย่างง่ายๆ อย่างระมัดระวังแล้วรีบทำความสะอาดร่างกายเสีย
การอาบน้ำของชาวเหนือนั้นใช้วิธีตักอาบไม่เหมือนชาวอนุทวีปภาคกลางที่นิยมแช่ในอ่างหรืออาบในสระ ซึ่งกฤตยาชอบแบบแรกมากกว่า
เมื่อใส่เสื้อผ้าใหม่เสร็จ หญิงสาวก็ตรวจตราเครื่องแต่งกายของตน นางจำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้นักในเวลาที่หัวหนักอึ้งด้วยอาการป่วยและฤทธิ์ยาเช่นนี้ หญิงสาวก้มลงบาดแผลใหม่ที่น่องขาซ้ายซึ่งถูกพันอย่างเป็นมืออาชีพพลางพยายามคิดให้ออกว่านางได้แผลนี้มาได้อย่างไร
กฤตยากุมศีรษะที่ปวดแปลบขณะภาพการต่อสู้ริมลำธารผุดขึ้นมาในหัวของนางอย่างช้าเชื่องและไม่ประติดประต่อ
ในที่สุดภาพของเจ้าชายผุดขึ้นในความคิดของผู้เป็นภรรยา นางจำได้แล้วว่าช่วยพระองค์ไว้ แต่พระองค์ทรงหายไปไหนเสียละ
หญิงสาวเคาะประตูเสียงดังก่อนเปิดออก แม่หมอซึ่งยืนคอยอยู่ที่เดิมก้าวเข้ารับตัวให้นางไว้ได้ทันพอที
“ใจเย็นๆ ก่อน” แม่เฒ่ากล่าวเตือน “เจ้าเป็นห่วงน้องชายสินะ เขาไม่เป็นไรหรอก”
กฤตยาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำว่าน้องชายจากปากของหญิงชราผู้อารีแต่ก็รีบกลบเกลือนอย่างรวดเร็ว น้องชายคนที่นางพูดถึงต้องเป็นนิรเทวษราชธิบดีเพราะคงไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่กล้าอ้างว่าตนเป็นน้องชายของนาง
“พูดถึงก็มาเลย นั่นไงละ”
แม่เฒ่าอุทานขึ้นมาเพื่อเห็นพระวรกายสูงใหญ่ของเจ้าชายแห่งเวียงราชันกำลังเดินแบกสาแหรกใส่น้ำเต็มถังตรงมายังกระท่อมของนาง
นิรเทวษฯ ทรงทอดพระเนตรมาที่กฤตยาอย่างทรงประหลาดพระทัยเช่นเดียวกับสายตาของผู้เป็นภรรยาซึ่งกำลังมองพระองค์เหมือนกัน
เจ้าชายในยามนี้ช่างต่างไปจากแต่ก่อนมาก สิ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้นกลับไม่ใช่ฉลองพระองค์ที่ตัดจากผ้าฝ้ายหยาบๆ อย่างชาวบ้านทางเหนือ แต่เป็นเส้นพระเกศาเสียสั้นเพียงติ่งพระกรรณซึ่งทำให้พระองค์ทรงดูอ่อนเยาว์และดูเป็นบุรุษขึ้น
แต่เมื่อสายตาของของหนุ่มสาวสบกันทั้งคู่ก็หันไปมองทางอื่นทันที ความแคลงใจกับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหลายทำให้ทั้งคู่ต่างรู้สึกอึดอัดที่ต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
แม่เฒ่าสังเกตเห็นความผิดปกติดังกล่าวได้อย่างไม่ยากเย็นจึงก้าวออกมาข้างหน้าแทนหญิงสาว
“ต้องรบกวนเจ้าเยอะเลยนะพ่อหนุ่ม” หญิงชรากล่าวด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลไฟไหม้บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว “ไหนๆ พี่สาวของเจ้าก็ฟื้นแล้วข้าจะปล่อยให้พวกเจ้าสองคนอยู่ด้วยกันสักพักก็แล้วกัน”
โชคร้ายที่แม่หมอคิดผิดว่าคนที่ทำให้ทั้งสองไม่สบายใจเป็นตัวเอง ทั้งสองจึงต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยลำพัง
เจ้าชายที่ทรงยืนอยู่นานแล้วประทับนั่งลงบนเขียงตัดฟืน
“ท่านสบายดีแล้วใช่ไหม” พระองค์ตรัสถามโดยไม่ทอดพระเนตรหน้าของอีกฝ่าย
กฤตยาพยักหน้าตอบ
“ท่านพบแม่หมอแล้ว” เจ้าชายตรัสต่อไปอีก “ท่านไม่ต้องกังวลหรอกนะ นางคิดว่าท่านเป็นพี่สะใภ้ที่ผมพาหนีมาจากพี่ชายจอมโหดอะไรทำนองนั้นละ”
นิรเทวษราชธิบดีทรงเหลือบพระเนตรมองหญิงสาวเพื่อรอคอยให้นางพูดอะไรออกมาบ้างแต่ก็ต้องทรงผิดหวังเพราะนางเอาแต่เงียบ
“ถ้าอย่างนั้น” พระองค์ทรงพระขิปสัทโทแก้เก้อพลางประทับยืน “ผมต้องขอตัวก่อนละ”
“เดี๋ยว...”
ก่อนที่เจ้าชายจะทรงพระดำเนินจากไป หญิงสาวก็ลุกขึ้นเอ่ยเรียกพระองค์แต่ด้วยฤทธิ์ยานางจึงไอด้วยอาการเจ็บคอแทน
ชายหนุ่มทรงเข้ามาประคองร่างของกฤตยาที่ยังขาแข้งอ่อนเปลี้ย นางที่จับพระอังสะมองเจ้าชายอย่างประหลาดใจก่อนสูดหายใจลึกและเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่แผ่วเบา
“ทำไม...ท่านถึง...ช่วยชีวิตของ...ฉัน”
นิรเทวษฯทรงเลิกพระขนงด้วยความแปลกพระทัยไม่แพ้กัน พระองค์จัดแจงให้นางนั่งลงแล้วกลับมาประทับนั่งบนเขียงสับฟืนเหมือนเดิม
“นั่นน่าจะเป็นคำถามที่ผมถามท่านมากกว่า” พระองค์ตรัส “ถ้าผมเป็นท่านผมคงปล่อยให้ตัวเองอยู่ในป่าแล้วหนีไปตัวคนเดียว”
สตรีผมดำเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกราวกับถูกหนามทิ่มแทง เจ้าชายตรัสได้ถูกต้อง นางเกือบตัดสินใจทิ้งพระองค์อย่างที่ทรงตรัสไว้เสียแล้ว
และสิ่งที่ทำให้นางช่วยชีวิตพระองค์ไว้ไม่ใช่เพราะมโนธรรมที่เปี่ยมล้น แต่เป็นเพราะความอ่อนแอภายในจิตใจของนางต่างหาก
มันคือความรู้สึกผิดที่นางเก็บเอาไว้นานนับสิบกว่าปี
“ผมก็ไม่รู้ถึงเหตุผลของท่านหรอกนะ” เจ้าชายตรัสเสริม บนพระพักตร์นั้นไม่แสดงความโกรธ เกลียดชังหรือสำนึกบุญคุณ มันมีเพียงความโล่งพระทัย “ผมเพียงช่วยชีวิตคนที่ช่วยชีวิตตนเองเท่านั้นเอง”
สายลมกระทบกับกิ่งไม้และกระดิ่งลมที่ถูกแขวนส่งเสียงขึ้นแทรก กฤตยาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่ม แววตาของเขามองออกไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว
เป็นสายตาที่ดีและแฝงด้วยความเศร้าสร้อย
นางรู้ดีว่าแม้เขาเลือกจะซ่อนความรู้สึกไว้ในใจของตนเป็นผู้เดียวก็ตาม เขาต้องเจ็บใจมากที่ต้องถูกทรยศและหักหลังจากกลุ่มคนที่เชื่อใจเช่นนี้
“ดำ จะวิ่งไปทางนั้นไม่ได้นะ”
เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้นพร้อมกับร่างปราดเปรียวของแมวสีส้มจอมซนที่สวมกระพรวนส่งเสียงกรุ้งกริ้งซึ่งแล่นฉิวมาหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของกฤตยา
เด็กหญิงร่างกลมที่วิ่งตามมันมาหยุดหอบก่อนเงยหน้าขึ้นและเห็นคนแปลกหน้าทั้งสองคน กฤตยาอุ้มแมวน้อยขึ้นจากพื้นหมายส่งให้กับเจ้าของ แต่เด็กหญิงกลับยืนนิ่งไม่รู้จะทำอะไรดี
“วารี”
แม่เฒ่าส่งเสียงเรียกเด็กหญิงก่อนเดินตามเจ้าหล่อนด้วยขาที่กระเผลกด้วยความลำบาก
“คุณยาย” เด็กน้อยรีบวิ่งเข้าไปซุกด้านหลังของหญิงชราทันที นางยอมโผล่หน้ามามองคนแปลกหน้าเพียงนิดเดียวเท่านั้น “ใครเหรอคะ”
แม่หมอยิ้มขออภัยให้กับคนแปลกหน้าทั้งสองที่ถูกขัดจังหวะการสนทนา
“หลานป้าของยายเองจ้ะ” นางพูดปดเพื่อไม่ต้องหาคำอธิบายที่ยุ่งยากให้แกเข้าใจ
เด็กหญิงยังคงทำหน้าฉงนอย่างไร้เดียงสา “งั้นก็เป็นพี่น้องกันแต่ทำไมหน้าถึงไม่เหมือนกันเลย...”
หญิงชราเสียงดุจนเด็กหญิงยอมเงียบ ขณะเจ้าชายทรงอุ้มเจ้าแมวจากมือของกฤตยาและส่งให้กับเด็กหญิงซึ่งรีบอุ้มแล้ววิ่งกลับไปแอบที่ด้านหลังของแม่เฒ่าเหมือนเดิม
“ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าสองคนจริงๆ เด็กคนนี้เขาขี้อายนะ” แม่หมอกล่าวพลางลูบศีรษะหนูน้อยอย่างเอ็นดู
“งอนพ่อมาละสิถึงหนีมาเที่ยวถึงที่นี่”
เด็กหญิงหน้ามุ่ยเมื่อถูกยายแก่พูดแทงใจดำ “เรื่องนี้ท่านพ่อเป็นคนผิดนะ หนูไม่ผิดสักหน่อย”
“แหนะ ยังจะแก้ตัวอีก ป่านนี้พ่อของหนูเป็นห่วงหนูแย่แล้ว” แม่หมอเสียงเขียวใส่
แต่วารียังคงดื้อ แกค้อนใส่ยายหนึ่งที “ท่านพ่อรู้อยู่แล้วว่าข้าต้องมาหาคุณยาย คุณยายไม่ถูกตีหรอกน่า”
“เอ๊ะ ยายเด็กคนนี้นี่” หญิงชราแหวแล้วหันไปยังแขกสองคน “อย่าไปถือสาเด็กเล็กๆ เลยนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” เจ้าชายตรัสอย่างทรงเมตตา ในสายพระเนตรปรากฏซึ่งแววพระเนตรอ่อนแสง กฤตยานึกเห็นพระทัยเจ้าชายขึ้นมา เพราะรู้ว่าเงาของผู้ใดที่ฉายซ้อนทับเด็กหญิงตัวน้อย
ดวงตาสีเทาเข้มหรี่ลงต่ำ เพราะนางแท้ๆ ที่ทำให้พระองค์ทรงผิดพระทัยกับพระนัดดา
ทันใดนั้นหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาสมทบในลานด้านหลังกระท่อม นางก้มศีรษะให้ความเคารพกับหญิงชราก่อนตรงเข้ามายังเด็กผู้หญิงซึ่งทำหน้าเบื่อหน่ายและรีบเกาะแม่หมอแน่นกว่าเดิม
“เห็นไหมละวารี คุณพ่อเป็นห่วงหนูแล้ว” แม่เฒ่าบอก
เด็กหญิงส่ายหัวอย่างรวดเร็วซ้ำยังกระทืบเท้าอย่างดื้อดึง “หนูไม่อยากกลับกับพี่เลี้ยงนี่นา หนูจะอยู่กับคุณยาย”
“เด็กดื้อ” หญิงชราหอมแก้มซ้ายขวาของหนูน้อยแล้วลูบศีรษะนางอย่างรักใคร่ “อย่าพูดแบบนี้สิพ่อแม่รักหนูที่สุดเลยนะ”
“ไม่จริงสักหน่อย” เด็กน้อยกล่าวแม้ปลายเสียงจะอ่อนลงมากก็ตาม “ท่านพ่อเอาแต่วุ่นเรื่องเจ้าชายบ้านั่นอยู่ได้ จะมาทำไมก็ไม่รู้ ท่านพ่อเองก็ไม่ได้ชอบ...”
ทันทีที่คำว่า เจ้าชาย หลุดออกจากปากของเด็กน้อยนิรเทวษและกฤตยาก็ตกใจราวกับถูกสายฟ้าฟาด ทั้งสองต่างตั้งใจเงี่ยหูฟังว่าเด็กน้อยกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่
หญิงชรารีบปิดปากและทำเสียงดุใส่เด็กหญิง
“พูดแบบนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวก็หัวขาดกันหมดหรอก”
เมื่อถูกดุหนักวารีทำท่าจะร้องไห้ นางเบะปากครวญ “กะ ก็ท่านพ่อไม่ได้ชอบเขาจริงๆ นี่นา”
แม่เฒ่าถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วคุกเข่าลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับสายตาของนาง “วารี บางครั้งหนูก็ต้องเก็บความคิดของหนูไว้ในใจบ้าง หนูจะชอบใจไหมถ้ายายบอกว่ายายเกลียดหนู”
“ไม่เอานะ” หนูน้อยส่ายหัวค้าน “หนูรักคุณยาย คุณยายอย่าเกลียดหนูนะ”
“ยายไม่เกลียดหนูหรอก” แม่หมอลูบศีรษะน้อยๆ นั้น อีกครั้ง “แต่หนูรู้สึกเศร้าใช่ไหมเวลาได้ยินอย่างนั้น
“หากเจ้าชายได้ยินหนูแบบนี้เขาก็คงรู้สึกเหมือนหนู หนูอยากทำให้คนอื่นเสียใจเหรอ”
วารีส่ายหัวจนหางม้าไหวไปมาทั้งน้ำตา
“เด็กดี” หญิงชรายิ้มกับกับเด็กหญิง “กลับไปหาพ่อกับแม่เถอะ ยายยังอยู่ที่นี่มาหาเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าเจ้าดื้อมากพ่อเจ้าอาจจะไม่ยอมให้เจ้ามาที่นี่อีกนะ”
หนูน้อยพยักหน้าแล้วเดินไปจับมือพี่เลี้ยงแต่โดยดี
“ลำบากเจ้าหน่อยนะ” หมอชรากล่าวกับพี่เลี้ยงสาวที่ยิ้มแล้วกล่าวคำขอบคุณก่อนจะจากไปพร้อมกับเด็กน้อย
แม่หมอถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วหันมาทางแขกทั้งสองเพื่อกล่าวคำขอโทษอีกครั้ง
“ข้าต้องขอโทษแทนวารีจริงๆ” นางพูด “นางเป็นลูกสาวของเจ้าเมือง แม่ของนางก็ป่วยหนักก็เลยงอแง”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” นิรเทวษฯ ตรัส แม้จะทรงร้อนพระทัยแต่พระองค์ก็ทรงปรับสีพระพักตร์อย่างแนบเนียน
“ไม่ทราบว่าเรื่องของเจ้าชายนี่หมายความว่าอะไรเหรอครับ”
หญิงชราปรบมือดังฉาดอย่างนึกขึ้นได้ “จริงด้วยสิ ข้าเองก็ลืมไปเสียสนิทว่าพวกเจ้าเป็นคนนอกคงไม่รู้เรื่องเจ้าชายแน่
“พ่ออยู่หัวนะสิแกสั่งให้น้องชายมาปราบพวกคชา เห็นว่าจะมาถึงอีกสองวัน ในตัวเมืองเลยวุ่นวายกันใหญ่เลยละ ถ้าพวกเจ้าอยากไปดูข้าก็ไม่ห้ามหรอกนะ”
เมื่อสิ้นความ สองผู้อาศัยก็หันมามองอย่างตื่นตะลึง
เจ้าชายจะเสด็จถึงที่นี่ในอีกสองวันได้อย่างไร ในเมื่อชายหนุ่มผู้กำลังนั่งอยู่ในลานหลังกระท่อมนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าชายที่ถูกพาดพิงนั่นเอง!
สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน หมาเหงาในเงาจันทร์เจ้าเก่าเองค่ะ สำหรับบทนี้อาจจะดูซอฟต์ลงหน่อย แต่ยังจบแบบงานงอกเช่นเคย