ใช้Firefox เพื่อความสะดวกในการอ่านค่ะ (IE บล็อกจะแหกค่ะ)




บทที่๒๔ แม่มด




               กฤตยาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์ที่ส่องมาทำให้ตาของนางแสบพร่าแต่หลังจากกะพริบตาอยู่นานนางก็สามารถมองเห็นภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน


               หญิงสาวพบว่ากำลังนอนอยู่บนฟูกภายในกระท่อมน้อยหลังหนึ่งที่ดูคุ้นตา เจ้าหล่อนก้มลงมองเสื้อผ้าสีดำเก่าจนเปื่อยหากผ่านการซักอย่างสะอาดเอี่ยมดังที่นางเคยสวมเมื่อครั้งอยู่กับน้องสาว


               เหมือนกับที่นางเคยสวมเมื่อครั้งอยู่กับน้องสาว อย่างนั้นหรือ


               หรือว่าที่นี่เป็นบ้านของนางและเรื่องทั้งหมดไปเพียงแค่ฝันร้ายที่แสนยาวนาน


               เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่อีกฟากหนึ่งของประตู เจ้าของดวงตาสีเหล็กพยายามยันกายให้ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก นางอยากจะเล่าให้น้องของตนฟังเกี่ยวกับความฝันเหลือเกิน และมาธวีต้องหัวเราะกับเรื่องไร้สาระนี่เป็นแน่


               ประตูเปิดออกในที่สุดแต่ผู้ที่ก้าวเข้ามากลับไม่ใช่โฉมงามผู้เป็นขนิษฐา ตรงกันข้ามกันผู้มาเยือนคือหญิงชราหน้าตาน่ากลัวและอัปลักษณ์ยิ่ง ดวงตาของนางปูดโปน เช่นเดียวกับจมูกแหลมน่าเกลียดบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลไฟไหม้ ร่างกายของหญิงชรานั้นก็เตี้ยและมีหลังที่โก่งงอ


               ราวกับแม่มดที่ถูกเล่าขานนิทานไม่มีผิด


               “ดีจริง” ถึงกระนั้นเสียงของแม่เฒ่ากลับนุ่มนวลยิ่งเช่นเดียวกับแววตาที่เปี่ยมด้วยเมตตา มือที่เหี่ยวย่นคว้าเอามือของกฤตยาที่กำลังตกใจ “ไม่เป็นไรแล้วคนดี อย่ากลัวข้าเลย”


               กฤตยาที่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งสติอย่างรวดเร็ว นางไม่ได้ตกใจกลัวหญิงชราเท่ากับสิ่งที่นางคิดว่าเป็นความฝันนั้นกลับเป็นความจริง


               ที่นี่ไม่ใช่บ้านของนางและมาธวีก็จากไปแล้ว รวมถึงคนรักของนางด้วย


               “ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ข้าคือหมอพื้นบ้านของที่นี่แล้วที่นี่คือบ้านของข้า” หญิงชรากล่าวอย่างใจดีเพราะยังรู้ว่าหญิงสาวยังมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น “เจ้าสลบไปตั้งสองวัน รีบไปล้างหน้าก่อนเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าเอง”


               แรงของเจ้าของบ้านนั้นมีมากกว่าที่สตรีผมดำคิดมาก


               “วางน้ำหนักลงบนบ่าของข้าอย่างนั้นแหละ ไม่ต้องกลัวข้าเจ็บหรอก ข้าแข็งแรงกว่าที่เจ้าคิดเยอะ” นางบอกขณะพากฤตยาไปยังห้องน้ำหลังกระท่อมเพื่อปล่อยให้นางทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย


               “ขะ...” หญิงสาวพยายามเอ่ยคำขอบคุณแต่กลับไม่มีเสียงออกมาจากลำคอที่แห้งผากเลย


               “เจ้ายังไม่ต้องพูดหรอก” แม่เฒ่าปรามทันที “รีบจัดการให้เสร็จเถอะ ถ้าเสร็จแล้วค่อยเคาะประตูเรียกข้า แล้วก็อย่าให้แผลเปียกล่ะ”


               สตรีผู้มีดวงตาสีเทาเข้มพยักหน้าแล้วแม่เฒ่าก็หันหลังให้ กฤตยาก้าวเข้าไปในห้องอาบน้ำแบบชาวเหนืออย่างง่ายๆ อย่างระมัดระวังแล้วรีบทำความสะอาดร่างกายเสีย


               การอาบน้ำของชาวเหนือนั้นใช้วิธีตักอาบไม่เหมือนชาวอนุทวีปภาคกลางที่นิยมแช่ในอ่างหรืออาบในสระ ซึ่งกฤตยาชอบแบบแรกมากกว่า


               เมื่อใส่เสื้อผ้าใหม่เสร็จ หญิงสาวก็ตรวจตราเครื่องแต่งกายของตน นางจำสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้นักในเวลาที่หัวหนักอึ้งด้วยอาการป่วยและฤทธิ์ยาเช่นนี้ หญิงสาวก้มลงบาดแผลใหม่ที่น่องขาซ้ายซึ่งถูกพันอย่างเป็นมืออาชีพพลางพยายามคิดให้ออกว่านางได้แผลนี้มาได้อย่างไร


               กฤตยากุมศีรษะที่ปวดแปลบขณะภาพการต่อสู้ริมลำธารผุดขึ้นมาในหัวของนางอย่างช้าเชื่องและไม่ประติดประต่อ


               ในที่สุดภาพของเจ้าชายผุดขึ้นในความคิดของผู้เป็นภรรยา นางจำได้แล้วว่าช่วยพระองค์ไว้ แต่พระองค์ทรงหายไปไหนเสียละ


               หญิงสาวเคาะประตูเสียงดังก่อนเปิดออก แม่หมอซึ่งยืนคอยอยู่ที่เดิมก้าวเข้ารับตัวให้นางไว้ได้ทันพอที


               “ใจเย็นๆ ก่อน” แม่เฒ่ากล่าวเตือน “เจ้าเป็นห่วงน้องชายสินะ เขาไม่เป็นไรหรอก”


               กฤตยาขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำว่าน้องชายจากปากของหญิงชราผู้อารีแต่ก็รีบกลบเกลือนอย่างรวดเร็ว น้องชายคนที่นางพูดถึงต้องเป็นนิรเทวษราชธิบดีเพราะคงไม่มีใครอื่นอีกแล้วที่กล้าอ้างว่าตนเป็นน้องชายของนาง


               “พูดถึงก็มาเลย นั่นไงละ”


               แม่เฒ่าอุทานขึ้นมาเพื่อเห็นพระวรกายสูงใหญ่ของเจ้าชายแห่งเวียงราชันกำลังเดินแบกสาแหรกใส่น้ำเต็มถังตรงมายังกระท่อมของนาง


               นิรเทวษฯ ทรงทอดพระเนตรมาที่กฤตยาอย่างทรงประหลาดพระทัยเช่นเดียวกับสายตาของผู้เป็นภรรยาซึ่งกำลังมองพระองค์เหมือนกัน


               เจ้าชายในยามนี้ช่างต่างไปจากแต่ก่อนมาก สิ่งที่ทำให้เป็นเช่นนั้นกลับไม่ใช่ฉลองพระองค์ที่ตัดจากผ้าฝ้ายหยาบๆ อย่างชาวบ้านทางเหนือ แต่เป็นเส้นพระเกศาเสียสั้นเพียงติ่งพระกรรณซึ่งทำให้พระองค์ทรงดูอ่อนเยาว์และดูเป็นบุรุษขึ้น


               แต่เมื่อสายตาของของหนุ่มสาวสบกันทั้งคู่ก็หันไปมองทางอื่นทันที ความแคลงใจกับเรื่องที่ผ่านมาทั้งหลายทำให้ทั้งคู่ต่างรู้สึกอึดอัดที่ต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย


               แม่เฒ่าสังเกตเห็นความผิดปกติดังกล่าวได้อย่างไม่ยากเย็นจึงก้าวออกมาข้างหน้าแทนหญิงสาว


               “ต้องรบกวนเจ้าเยอะเลยนะพ่อหนุ่ม” หญิงชรากล่าวด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผลไฟไหม้บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว “ไหนๆ พี่สาวของเจ้าก็ฟื้นแล้วข้าจะปล่อยให้พวกเจ้าสองคนอยู่ด้วยกันสักพักก็แล้วกัน”


               โชคร้ายที่แม่หมอคิดผิดว่าคนที่ทำให้ทั้งสองไม่สบายใจเป็นตัวเอง ทั้งสองจึงต้องเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายโดยลำพัง


               เจ้าชายที่ทรงยืนอยู่นานแล้วประทับนั่งลงบนเขียงตัดฟืน


               “ท่านสบายดีแล้วใช่ไหม” พระองค์ตรัสถามโดยไม่ทอดพระเนตรหน้าของอีกฝ่าย


               กฤตยาพยักหน้าตอบ


               “ท่านพบแม่หมอแล้ว” เจ้าชายตรัสต่อไปอีก “ท่านไม่ต้องกังวลหรอกนะ นางคิดว่าท่านเป็นพี่สะใภ้ที่ผมพาหนีมาจากพี่ชายจอมโหดอะไรทำนองนั้นละ”


               นิรเทวษราชธิบดีทรงเหลือบพระเนตรมองหญิงสาวเพื่อรอคอยให้นางพูดอะไรออกมาบ้างแต่ก็ต้องทรงผิดหวังเพราะนางเอาแต่เงียบ


               “ถ้าอย่างนั้น” พระองค์ทรงพระขิปสัทโทแก้เก้อพลางประทับยืน “ผมต้องขอตัวก่อนละ”


               “เดี๋ยว...”


               ก่อนที่เจ้าชายจะทรงพระดำเนินจากไป หญิงสาวก็ลุกขึ้นเอ่ยเรียกพระองค์แต่ด้วยฤทธิ์ยานางจึงไอด้วยอาการเจ็บคอแทน


               ชายหนุ่มทรงเข้ามาประคองร่างของกฤตยาที่ยังขาแข้งอ่อนเปลี้ย นางที่จับพระอังสะมองเจ้าชายอย่างประหลาดใจก่อนสูดหายใจลึกและเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยเสียงที่แผ่วเบา


               “ทำไม...ท่านถึง...ช่วยชีวิตของ...ฉัน”


               นิรเทวษฯทรงเลิกพระขนงด้วยความแปลกพระทัยไม่แพ้กัน พระองค์จัดแจงให้นางนั่งลงแล้วกลับมาประทับนั่งบนเขียงสับฟืนเหมือนเดิม


               “นั่นน่าจะเป็นคำถามที่ผมถามท่านมากกว่า” พระองค์ตรัส “ถ้าผมเป็นท่านผมคงปล่อยให้ตัวเองอยู่ในป่าแล้วหนีไปตัวคนเดียว”


               สตรีผมดำเบือนหน้าหนีด้วยความรู้สึกราวกับถูกหนามทิ่มแทง เจ้าชายตรัสได้ถูกต้อง นางเกือบตัดสินใจทิ้งพระองค์อย่างที่ทรงตรัสไว้เสียแล้ว


               และสิ่งที่ทำให้นางช่วยชีวิตพระองค์ไว้ไม่ใช่เพราะมโนธรรมที่เปี่ยมล้น แต่เป็นเพราะความอ่อนแอภายในจิตใจของนางต่างหาก


               มันคือความรู้สึกผิดที่นางเก็บเอาไว้นานนับสิบกว่าปี


               “ผมก็ไม่รู้ถึงเหตุผลของท่านหรอกนะ” เจ้าชายตรัสเสริม บนพระพักตร์นั้นไม่แสดงความโกรธ เกลียดชังหรือสำนึกบุญคุณ มันมีเพียงความโล่งพระทัย “ผมเพียงช่วยชีวิตคนที่ช่วยชีวิตตนเองเท่านั้นเอง”


               สายลมกระทบกับกิ่งไม้และกระดิ่งลมที่ถูกแขวนส่งเสียงขึ้นแทรก กฤตยาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่ม แววตาของเขามองออกไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว


               เป็นสายตาที่ดีและแฝงด้วยความเศร้าสร้อย


               นางรู้ดีว่าแม้เขาเลือกจะซ่อนความรู้สึกไว้ในใจของตนเป็นผู้เดียวก็ตาม เขาต้องเจ็บใจมากที่ต้องถูกทรยศและหักหลังจากกลุ่มคนที่เชื่อใจเช่นนี้


               “ดำ จะวิ่งไปทางนั้นไม่ได้นะ”


               เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อยดังขึ้นพร้อมกับร่างปราดเปรียวของแมวสีส้มจอมซนที่สวมกระพรวนส่งเสียงกรุ้งกริ้งซึ่งแล่นฉิวมาหยุดอยู่ที่ปลายเท้าของกฤตยา


               เด็กหญิงร่างกลมที่วิ่งตามมันมาหยุดหอบก่อนเงยหน้าขึ้นและเห็นคนแปลกหน้าทั้งสองคน กฤตยาอุ้มแมวน้อยขึ้นจากพื้นหมายส่งให้กับเจ้าของ แต่เด็กหญิงกลับยืนนิ่งไม่รู้จะทำอะไรดี


               “วารี”


               แม่เฒ่าส่งเสียงเรียกเด็กหญิงก่อนเดินตามเจ้าหล่อนด้วยขาที่กระเผลกด้วยความลำบาก


               “คุณยาย” เด็กน้อยรีบวิ่งเข้าไปซุกด้านหลังของหญิงชราทันที นางยอมโผล่หน้ามามองคนแปลกหน้าเพียงนิดเดียวเท่านั้น “ใครเหรอคะ”


               แม่หมอยิ้มขออภัยให้กับคนแปลกหน้าทั้งสองที่ถูกขัดจังหวะการสนทนา


               “หลานป้าของยายเองจ้ะ” นางพูดปดเพื่อไม่ต้องหาคำอธิบายที่ยุ่งยากให้แกเข้าใจ


               เด็กหญิงยังคงทำหน้าฉงนอย่างไร้เดียงสา “งั้นก็เป็นพี่น้องกันแต่ทำไมหน้าถึงไม่เหมือนกันเลย...”


               หญิงชราเสียงดุจนเด็กหญิงยอมเงียบ ขณะเจ้าชายทรงอุ้มเจ้าแมวจากมือของกฤตยาและส่งให้กับเด็กหญิงซึ่งรีบอุ้มแล้ววิ่งกลับไปแอบที่ด้านหลังของแม่เฒ่าเหมือนเดิม


               “ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าสองคนจริงๆ เด็กคนนี้เขาขี้อายนะ” แม่หมอกล่าวพลางลูบศีรษะหนูน้อยอย่างเอ็นดู


               “งอนพ่อมาละสิถึงหนีมาเที่ยวถึงที่นี่”


               เด็กหญิงหน้ามุ่ยเมื่อถูกยายแก่พูดแทงใจดำ “เรื่องนี้ท่านพ่อเป็นคนผิดนะ หนูไม่ผิดสักหน่อย”


               “แหนะ ยังจะแก้ตัวอีก ป่านนี้พ่อของหนูเป็นห่วงหนูแย่แล้ว” แม่หมอเสียงเขียวใส่


               แต่วารียังคงดื้อ แกค้อนใส่ยายหนึ่งที “ท่านพ่อรู้อยู่แล้วว่าข้าต้องมาหาคุณยาย คุณยายไม่ถูกตีหรอกน่า”


               “เอ๊ะ ยายเด็กคนนี้นี่” หญิงชราแหวแล้วหันไปยังแขกสองคน “อย่าไปถือสาเด็กเล็กๆ เลยนะ”


               “ไม่เป็นไรหรอกครับ” เจ้าชายตรัสอย่างทรงเมตตา ในสายพระเนตรปรากฏซึ่งแววพระเนตรอ่อนแสง กฤตยานึกเห็นพระทัยเจ้าชายขึ้นมา เพราะรู้ว่าเงาของผู้ใดที่ฉายซ้อนทับเด็กหญิงตัวน้อย


               ดวงตาสีเทาเข้มหรี่ลงต่ำ เพราะนางแท้ๆ ที่ทำให้พระองค์ทรงผิดพระทัยกับพระนัดดา


               ทันใดนั้นหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาสมทบในลานด้านหลังกระท่อม นางก้มศีรษะให้ความเคารพกับหญิงชราก่อนตรงเข้ามายังเด็กผู้หญิงซึ่งทำหน้าเบื่อหน่ายและรีบเกาะแม่หมอแน่นกว่าเดิม


               “เห็นไหมละวารี คุณพ่อเป็นห่วงหนูแล้ว” แม่เฒ่าบอก


               เด็กหญิงส่ายหัวอย่างรวดเร็วซ้ำยังกระทืบเท้าอย่างดื้อดึง “หนูไม่อยากกลับกับพี่เลี้ยงนี่นา หนูจะอยู่กับคุณยาย”


               “เด็กดื้อ” หญิงชราหอมแก้มซ้ายขวาของหนูน้อยแล้วลูบศีรษะนางอย่างรักใคร่ “อย่าพูดแบบนี้สิพ่อแม่รักหนูที่สุดเลยนะ”


               “ไม่จริงสักหน่อย” เด็กน้อยกล่าวแม้ปลายเสียงจะอ่อนลงมากก็ตาม “ท่านพ่อเอาแต่วุ่นเรื่องเจ้าชายบ้านั่นอยู่ได้ จะมาทำไมก็ไม่รู้ ท่านพ่อเองก็ไม่ได้ชอบ...”


               ทันทีที่คำว่า เจ้าชาย หลุดออกจากปากของเด็กน้อยนิรเทวษและกฤตยาก็ตกใจราวกับถูกสายฟ้าฟาด ทั้งสองต่างตั้งใจเงี่ยหูฟังว่าเด็กน้อยกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่


               หญิงชรารีบปิดปากและทำเสียงดุใส่เด็กหญิง


               “พูดแบบนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวก็หัวขาดกันหมดหรอก”


               เมื่อถูกดุหนักวารีทำท่าจะร้องไห้ นางเบะปากครวญ “กะ ก็ท่านพ่อไม่ได้ชอบเขาจริงๆ นี่นา”


               แม่เฒ่าถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วคุกเข่าลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกับสายตาของนาง “วารี บางครั้งหนูก็ต้องเก็บความคิดของหนูไว้ในใจบ้าง หนูจะชอบใจไหมถ้ายายบอกว่ายายเกลียดหนู”


               “ไม่เอานะ” หนูน้อยส่ายหัวค้าน “หนูรักคุณยาย คุณยายอย่าเกลียดหนูนะ”


               “ยายไม่เกลียดหนูหรอก” แม่หมอลูบศีรษะน้อยๆ นั้น อีกครั้ง “แต่หนูรู้สึกเศร้าใช่ไหมเวลาได้ยินอย่างนั้น


               “หากเจ้าชายได้ยินหนูแบบนี้เขาก็คงรู้สึกเหมือนหนู หนูอยากทำให้คนอื่นเสียใจเหรอ”


               วารีส่ายหัวจนหางม้าไหวไปมาทั้งน้ำตา


               “เด็กดี” หญิงชรายิ้มกับกับเด็กหญิง “กลับไปหาพ่อกับแม่เถอะ ยายยังอยู่ที่นี่มาหาเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าเจ้าดื้อมากพ่อเจ้าอาจจะไม่ยอมให้เจ้ามาที่นี่อีกนะ”


               หนูน้อยพยักหน้าแล้วเดินไปจับมือพี่เลี้ยงแต่โดยดี


               “ลำบากเจ้าหน่อยนะ” หมอชรากล่าวกับพี่เลี้ยงสาวที่ยิ้มแล้วกล่าวคำขอบคุณก่อนจะจากไปพร้อมกับเด็กน้อย


               แม่หมอถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วหันมาทางแขกทั้งสองเพื่อกล่าวคำขอโทษอีกครั้ง


               “ข้าต้องขอโทษแทนวารีจริงๆ” นางพูด “นางเป็นลูกสาวของเจ้าเมือง แม่ของนางก็ป่วยหนักก็เลยงอแง”


               “ไม่เป็นไรหรอกครับ” นิรเทวษฯ ตรัส แม้จะทรงร้อนพระทัยแต่พระองค์ก็ทรงปรับสีพระพักตร์อย่างแนบเนียน


               “ไม่ทราบว่าเรื่องของเจ้าชายนี่หมายความว่าอะไรเหรอครับ”


               หญิงชราปรบมือดังฉาดอย่างนึกขึ้นได้ “จริงด้วยสิ ข้าเองก็ลืมไปเสียสนิทว่าพวกเจ้าเป็นคนนอกคงไม่รู้เรื่องเจ้าชายแน่


               “พ่ออยู่หัวนะสิแกสั่งให้น้องชายมาปราบพวกคชา เห็นว่าจะมาถึงอีกสองวัน ในตัวเมืองเลยวุ่นวายกันใหญ่เลยละ ถ้าพวกเจ้าอยากไปดูข้าก็ไม่ห้ามหรอกนะ”


               เมื่อสิ้นความ สองผู้อาศัยก็หันมามองอย่างตื่นตะลึง


               เจ้าชายจะเสด็จถึงที่นี่ในอีกสองวันได้อย่างไร ในเมื่อชายหนุ่มผู้กำลังนั่งอยู่ในลานหลังกระท่อมนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเจ้าชายที่ถูกพาดพิงนั่นเอง!



-----------------------------------------------------------------------------


สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน หมาเหงาในเงาจันทร์เจ้าเก่าเองค่ะ สำหรับบทนี้อาจจะดูซอฟต์ลงหน่อย แต่ยังจบแบบงานงอกเช่นเคย
 
 
คราวหน้า เจ้าชาย ที่วารีพูดถึงก็จะโผล่มาแล้วนะคะ ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็โปรดติดตามชมในบทต่อไป "บทที่๒๕ เจ้าชาย" ค่ะ

 
ป.ล. พิมพ์เสร็จโพสต์เลยอย่างเป็นปกติ หากเจอปัญหาอะไรรบกวนคอมเม้นต์บอกด้วยนะคะ
 

 รบกวนใช้Firefox เพื่อความสะดวกแก่การอ่านคะ

 
 
บทที่๒๓ ในดงดาน

 

              กฤตยาหายใจหอบ อากาศที่เย็นชื้นของป่าใหญ่ยามค่ำทำให้ร่างกายที่เปียกชุ่มจากการซ่อนตัวในลำธารเย็นเฉียบมาหลายชั่วโมงรู้สึกหนาวสั่น


              มือข้างขวากุมดาบสั้นที่หยิบฉวยมาจากศพของทหารคนหนึ่งขณะที่มือซ้ายบางกุมเลือดที่ไหลจากบาดแผลบริเวณขาซ้าย


              ท่ามกลางแมกไม้หนาทึบ ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงของนกป่า สายลมและลำธาร หญิงสาวจึงตัดสินใจก้าวออกมาสู่ลานโล่ง


              ร่างไร้วิญญาณของชายชาญนับสิบเรียงรายอยู่เบื้องหน้า เมื่ออยู่ในป่าใหญ่ที่ห่างไกลเช่นนี้นางจึงไม่มีทางเลือกนอกจากค้นหาสิ่งของที่อยู่กับศพเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารไว้ประทังชีวิตหรืออาวุธสำหรับป้องกันตัว


              สตรีผมดำมองใบหน้าพรั่นพรึงก่อนสิ้นลมของนายทหารผู้ติดตามคนหนึ่งของเจ้าชาย เมื่อลมหายใจถูกพรากไปเขาดูอ่อนเยาว์มากสำหรับเด็กชายที่ก้าวสู่วัยหนุ่ม และคนประเภทนี้นี่เองที่กษัตริย์ผู้เหี้ยมโหดเลือกให้มาทำภารกิจอันตรายเช่นนี้


              เวียงราชันไม่มีพระราชประสงค์ให้พระองค์ชายยกกองทัพไปปราบกบฎตั้งแต่แรกแล้ว ทุกคนในราชสำนักต่างรู้ว่าพระองค์ท่านทรงเกลียดชังพระอนุชามากจนไม่มีวันปล่อยให้เจ้าชายได้รับความดีความชอบ ในทางตรงกันข้ามพระองค์ท่านโปรดการทำลายเจ้าชายอย่างยิ่งและนั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ชโลทรเลือกสนับสนุนเจ้ากรมหนังสือ


              แม้เจ้าชายจะถูกขับออกจากราชสำนัก แต่ศัตรูของพระองค์ก็ยังระแวงและหวั่นใจว่าเจ้าชายจะหวนกลับมายังราชสำนักที่ซึ่งมีขุนนางผู้ภักดีอีกครั้ง พวกเขาจึงตัดสินใจกำจัดเจ้าชายเป็นการถาวรเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครคอยขัดขวางและแทรกแซงอำนาจที่น่าจะเป็นของตนอีกต่อไป


              ทางซ้ายมือของนายทหารน้อยมีร่างของชายฉกรรจ์สวมเสื้อผ้าพื้นเมืองอยู่เคียงข้าง ดวงตาสีคล้ำนั้นเบิกโพรงเงยขึ้นมองท้องฟ้าซึ่งคงเป็นภาพสุดท้ายที่เขาเห็น เขาคือหนึ่งใน กบฎ ที่องค์เหนือหัวมีรับสั่งให้ปราบ


              หญิงสาวฉวยย่ามของเขาซึ่งมีเสบียงอัดอยู่เต็มก่อนจะใช้ฝ่ามือแตะเปลือกตาของเขาให้ปิดลงอย่างอาดูร เพราะนี่คือความเมตตาเดียวที่นางสามารถมอบให้แก่เขาได้


              เส้นทางทัพของเจ้าชายนั้นเป็นความลับ ดังนั้นทางเดียวที่ชนเผ่าคชาสามารถล่วงรู้นั่นก็คือจากปากคำของคนในราชสำนักที่ใกล้ชิดกับเจ้าชายนั่นเอง


              อำนาจ ช่างเป็นคำที่หอมหวานและแสนเจ็บปวด มนุษย์ทุกคนล้วนแสวงหามันเพื่อจะเสกสรรค์ความปรารถนาให้เป็นจริง แต่เมื่อได้มันมาพวกเรากลับไม่เคยพอใจกับอำนาจที่เรามี เรามีแต่ต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบดบังเหตุผลที่เราเคยตั้งมั่นและผลักไสคนรอบข้างให้จากไป และในที่สุดเราก็กลายเป็นบางสิ่งที่เราหวาดกลัว


              หากเราต้องสูญสิ้นทุกสิ่งแล้วเราแสวงหาอำนาจมากมายไปเพื่ออะไรกัน...


              กฤตยาผละสายตาจากซากศพและเดินจากไป ภาพที่นางเห็นตรงหน้าทำให้นางรู้สึกวิงเวียน ทุกคนที่เสียชีวิตลงที่นี่ล้วนเป็นเหยื่อจากความทะเยอทะยานและความอาฆาตมาดร้ายทั้งสิ้น


              เมื่อครั้งยังเยาว์วัยนางเคยตั้งคำถามอย่างไร้เดียงสาว่าเหตุใดเหยื่อเหล่านี้จึงไม่รวมตัวกันต่อสู้เพื่อตนเองแทนที่จะถูกบงการให้มุ่งหน้าไปสู่ความตายเช่นนี้


              แสงอาทิตย์ยามอัศดงย้อมท้องฟ้าให้เป็นสีแดงก่ำบอกว่าจวนย่ำค่ำ กฤตยารู้ดีว่านางไม่อาจเดินทางตามลำพังในค่ำคืน โดยเฉพาะในป่าทึบที่สัตว์กลางคืนออกหาอาหารเช่นนี้ หญิงสาวหยิบถุงหนังที่นางดึงออกมาจากเข็มขัดของผู้เสียชีวิตรายหนึ่งออกมาเพื่อเติมน้ำดื่มก่อนออกเดินทางไปยังทิศตะวันตกเพื่อหาที่พักชั่วคราว


              หญิงสาวกวักน้ำในลำธารเพื่อล้างบาดแผลบดใบยาร์รอว์*ที่นางพบในป่าแล้วใช้ผ้าที่สะอาดที่สุดพันมันไว้ก่อนจะลุกขึ้นเดินทาง นางจะต้องรีบหาที่พักที่ไม่ใกล้จากลำธารจนเกินไปเพราะแหล่งน้ำในยามราตรีคือที่ซึ่งสัตว์ร้ายออกมาล่าเหยื่อ


              ทว่าก่อนที่นางจะไปพ้นจากลำธาร นางก็สังเกตเห็นพงต้นกกข้างตัวก็สั่นไหวอย่างประหลาดทั้งๆ ที่ไม่มีสายลมพัดผ่านสักนิด


              มีคนซ่อนตัวอยู่ในนั้น


              กฤตยาหยิบดาบออกมาและเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง หากมันผู้นั้นเป็นศัตรูนางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกำจัดเขาเสีย


              เมื่อแหวกพงต้นกกเข้าไปสตรีผมดำก็เห็นร่างของมนุษย์สี่คนนอนทอดอยู่บนพื้นตะกอนแม่น้ำ ทุกร่างล้วนโชกไปด้วยโลหิตจากบากแผลฉกรรจ์ สามในสี่คนนั้นแต่งกายอย่างคนในชนเผ่าทางเหนือ ต่างจากมาณพน้อยที่สวมชุดทหารใหญ่เกินตัว


              หญิงสาวหยิบมีดสั้นเล่มเล็กที่เปื้อนเลือดชนชุ่มในมือของเด็กหนุ่ม ใบมีดของมันเป็นรอยหยักผิดกับบาดแผลเรียบของชาวคชาทั้งสอง


              หากเด็กคนนี้ไม่ได้สู้กับพวกคชาแล้วเลือดนี้เป็นของใครกัน


              เสียงครางแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากด้านหลังของศพของทั้งสี่ราวกับจะตอบคำถามในใจของนาง สตรีผู้มีนามว่าอาถรรพ์ค่อยๆ แหวกพงหญ้าน้ำเข้าไปเพื่อสำรวจอย่างช้าๆ


              ร่างที่ทรุดอยู่ข้างโขดหินคือพระวรกายใหญ่หนาของเจ้าชายนิรเทวษราชธิบดี เส้นพระเกศายาวหลุดจากพระเวณิพระพักตร์งามที่บวมเขียวจากการต่อสู้เช่นเดียวกับพระวรกายที่เปรอะเปื้อนโคลนและเลือด พระแสงดาบที่หักครึ่งอยู่ในพระหัตถ์ขวาที่กำไว้แน่นขณะที่พระหัตถ์ซ้ายกำซับพระพักตร์ผืนใหญ่ห้ามพระโลหิตที่ไหลออกมาจากพระนาภี


              เลือดที่อยู่บนใบมีดนั้นเป็นของเจ้าชายนั่นเอง


              ที่แท้ทหารหนุ่มคนนั้นเป็นคนของเจ้ากรมหนังสือ ไม่สิต้องไม่ใช่เขา เพราะศรายุธอ่อนแอเกินกว่าที่จะสั่งปลิดชีวิตคนที่ตนหลงรัก


              กฤตยาเดาได้ในทันทีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดคือแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่เป็นคนเจ้าเล่ห์และละโมบในอำนาจอีกทั้งมีเพียงเขาเท่านั้นที่ขุนนางหนุ่มไว้วางใจ หากนางเป็นเขา นางก็ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าชายมีชีวิตต่อไปอย่างแน่นอน


              หญิงสาวมองสามีของตนซึ่งนอนหายใจรวยรินไม่ได้สติด้วยความรู้สึกประหลาด ไม่ใช่ความดีใจแต่เป็นความตกตะลึงในโชคที่ได้รับ ยามนี้เจ้าชายไม่สามารถกักตัวนางไว้กับพระองค์ได้อีกต่อไปแล้ว


              เพียงแค่นางเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก นางก็จะได้รับอิสระดังที่นางปรารถนา...


              “อย่าไปนะ”


              พระสุรเสียงของเจ้าชายตรึงขาทั้งสองข้างของผู้เป็นภรรยาที่พร้อมจะจากไปไว้กับที่ หญิงสาวหันไปยังพระองค์ พระพักตร์ขาวซีดที่มีพระเสโทผุดพราวนั้นบิดเบี้ยวด้วยความทรมานเนื่องจากทรงเสียพระโลหิต


              ความสับสนและความอาดูรบังเกิดขึ้นในใจของกฤตยา นี่หรือคือจุดจบของเจ้าชายแห่งเวียงราชัน ถูกทรยศและทิ้งให้สิ้นพระชนม์ด้วยความทรมานท่ามกลางป่าลึกที่โดดเดี่ยวและน่ากลัว


              พระหัตถ์ที่อาบพระโลหิตสีแดงฉานคว้าเอาชายกระโปรงของหญิงสาวซึ่งตกใจสะดุ้ง บนพระหัตถ์ข้างเดียวกันนั้นเองมีรอยแผลใหญ่ที่คาดว่าคงเกิดจากการรับคมมีด ขณะเสียงครางไม่ได้ศัพท์ดังออกจากพระโอษฐ์


              น้ำตาแห่งความทุกข์ไหลจากดวงตาสีเหล็กกล้าขณะที่แสงสุดท้ายแห่งวันกำลังจะลับขอบฟ้าเมื่อได้สดับหนึ่งคำในพระดำรัสนั้น


              ‘อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว’


              ความโดดเดี่ยวอันแสนขมขื่นของเจ้าชายทำให้นางเห็นซึ่งเงาสะท้อนของตนเองที่อ่อนแอราวกับขอนไม้ในลำห้วยที่ไหลไปตามทางที่กระแสน้ำกำหนด


              ‘ความผิดพลาดหนึ่งเดียวที่ข้าเสียใจที่สุดในชีวิตคือการที่ข้ารู้จักเจ้า’


              ‘พวกเจ้าอาจไม่ได้ฆ่านาง แต่พวกเจ้าก็ทำให้นางตาย’


              นางยังคงจำพระราชดำรัสที่เปรียบเสมือนมีดที่กรีดลงบนหัวใจของนางได้ดี ไม่ว่าครอบครัว คนรัก หรือสหายต่างก็จากไปแล้วสิ้น


              สิ่งที่นางเหลือในขณะนี้มีเพียงศักดิ์ศรี แต่ศักดิ์ศรีจะมีความหมายอะไรหากต้องมีชีวิตอย่างเจ็บปวด


              พระหัตถ์หนาของเจ้าชายเลื่อนหลุดจากชายผ้าในที่สุด แต่กฤตยากลับคว้ามันเอาไว้และก้มลงแบกร่างอันหนักอึ้งของชายหนุ่มไว้บนบ่า นางไม่ได้แปลกใจ หรือคิดอะไรเลยนอกจากทำในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพื่อจะได้กลบเกลื่อนบาดแผลฉกรรจ์ที่ซ่อนอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของหัวใจของตนเอง


              ละอองฝนโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าทำให้อุณหภูมิที่เย็นจัดยามค่ำคืนของภูเขายิ่งต่ำลง แต่ในไม่ช้าหญิงสาวก็พบถ้ำแห่งหนึ่งที่สามารถพักพิงได้


              ที่นี่เป็นเพียงถ้ำตามเชิงผาที่ตื้น จึงไม่มีสัตว์ใดๆ อาศัยอยู่ นางปล่อยเจ้าชายให้ทรงบรรทมบนพื้นที่มุมหนึ่งแล้วถอดฉลองพระองค์คลุมของพระองค์ออก ก่อนจุดไฟจากกิ่งไม้ที่เก็บระหว่างทางอย่างยากลำบาก


              เปลวไฟทำให้นางที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำในลำธารรู้สึกร้อนวาบไปทั้งตัว แต่นางก็ไม่อาจอยู่เฉย กฤตยาแก้ผ้าพันแผลของเจ้าชายที่นางปฐมพยาบาลไว้ออกและจี้มันด้วยหินเผาไฟเพื่อไม่ให้มันติดเชื้อ


              พระวรกายของเจ้าชายสะดุ้งทันทีที่มันสัมผัสบาดแผลแต่ในที่สุดพระองค์ก็สงบลง หญิงสาวจึงใช้หินอีกก้อนจัดการกับแผลที่ขาของตนบ้าง


              ความแสบร้อนราวกับถูกมีดเผาไฟเฉือนทำให้นางเบ้หน้าอย่างสุดทน นางโยนก้อนหินดังกล่าวออกไปแล้วเสยผมที่ปกหน้าผากที่ร้อนผ่าวไปให้พ้นจากสายตาที่พร่ามัว


              กฤตยาจับหน้าผากที่ร้อนผ่าวของตนอย่างกังวล นางรู้สึกมึนงงราวกับศีรษะของตนถูกถ่วงด้วยหินหนาหนักจับโขดหินเพื่อทรงตัวอย่างยากลำบากเพื่อค่อยๆ เดินไปยังอีกมุมหนึ่งของถ้ำ


              สตรีผมดำเดินไปอีกมุมหนึ่งของถ้ำแล้วถอดเสื้อผ้าที่เปียกออกแทนด้วยเสื้อคลุมในย่าม เปลือกตาที่หนักอึ้งปิดลงในทันทีที่ร่างกายเอนลงบนพื้นเช่นเดียวกับสติของผู้เป็นเจ้าของ

 

---***~~ *** ~~***---

 

              นิรเทวษราชธิบดีทรงลืมพระเนตรเมื่อแสงแดดจัดยามสายส่องกระทบพระพักตร์ พระองค์ทรงกระพริบพระเนตรอยู่หลายครั้งกว่าจะสามารถทอดพระเนตรสถานที่ซึ่งพระองค์ทรงพำนักอยู่ได้ชัดเจน


              เจ้าชายทรงลุกขึ้นและก็ต้องทรงนิ่วพระพักตร์ด้วยความเจ็บเนื่องจากบาดแผลและแรงกระแทกจากการต่อสู้


              พระเนตรสีดำขลับทอดพระเนตรบาดแผลที่ได้รับการรักษาเบื้องต้นก่อนจะกวาดสายพระเนตรสำรวจโดยรอบถ้ำอย่างทรงประหลาดพระทัย เพราะพระองค์ทรงพระอนุสรณ์ได้ว่าก่อนที่จะทรงหมดสติไปพระองค์กำลังต่อสู้ที่ลำธาร


              ใครกันที่ถวายความช่วยเหลือพระองค์


              เสียงไอดังออกมาจากหลังโขดหินใหญ่ที่อีกมุมหนึ่งของถ้ำ เชื้อพระวงศ์หนุ่มทรงมองหาอาวุธโดยรอบเพื่อป้องกันพระองค์ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากก้อนหิน


              พระองค์ทรงฉวยก้อนกรวดขนาดพอดีพระหัตถ์ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดขึ้นมาแล้วค่อยๆ ทรงพระดำเนินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ


              สิ่งที่ปรากฏต่อสายพระเนตรคือร่างของผู้เป็นภรรยาที่กำลังขดตัวอย่างทรมาน ชายหนุ่มลดก้อนหินในมือลงในทันทีที่เห็นสภาพของนาง


              พระดำริพระองค์ทรงคิดนั่นก็คือปลิดชีวิตของนางตัวร้ายนี้เสีย พระองค์และสมุหนายกทรงรอคอยเวลาที่จะกำจัดกฤตยามานานแล้ว และนี่ถือเป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำเช่นนั้นเพราะทหารของพระองค์ถูกตีแตกด้วยน้ำมือของพวกคชาแล้ว


              แต่ในยามนี้พระองค์กลับมิสามารถทำได้อย่างที่ทรงปรารถนา เพราะนางเป็นกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตของพระองค์ไปเสียแล้ว


              ยิ่งไปกว่านั้นภาพตรงเฉพาะพระพักตร์ก็ยิ่งทำให้พระองค์ทรงพระดำริไม่ถูกว่าจะทำเช่นไรกับนางดี


              กฤตยากระสับกระส่ายตัวตลอดเวลา ผิวเปลี่ยนเป็นสีขาวซีดราวกับซากศพ ริมฝีปากของนางแห้งผากคร่ำครวญคำพูดไม่ได้ศัพท์


              ไม่คงเค้าความมากเล่ห์ให้หวาดหวั่นเลยสักนิด


              เจ้าชายทรงพระดำเนินไปประคองร่างของนางอย่างทรงจำพระทัย ร่างกายของนางร้อนผ่าวด้วยพิษไข้ ซึ่งเมื่อมองเห็นเสื้อผ้าที่เปียกของนางที่กองอยู่ข้างกายพระองค์ก็ทรงเข้าพระทัยถึงสาเหตุ


              หญิงสาวขยับตัวด้วยความทรมานอีกครั้งทำให้พระองค์ชายต้องทรงจับตัวนางไว้แน่น


              ใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าเจ้าชายจะทรงสามารถทำให้กฤตยาสงบลง แรงดิ้นทำให้เสื้อคลุมที่ห่มร่างของนางยับยู่ยี่และเปิดเผยให้เห็นคอและแผ่นหลังเปลือยเปล่า


              พระพักตร์ในเจ้าชายเปลี่ยนเป็นสีจัด พระองค์ทรงรีบดึงคอและชายเสื้อคลุมให้ห่มร่างกายของหญิงสาวให้เรียบร้อย


              แต่พระองค์ก็มิได้ทำในสิ่งที่ทรงปรารถนาทันที เพราะสายพระเนตรของพระองค์ถูกตรึงด้วยบาดแผลมากมายตามต้นขา ลำคอและแผ่นหลังของนาง


              นิรเทวษราชธิบดีทรงจัดเสื้อผ้าให้หญิงสาวแล้วเบือนพระพักตร์หนีด้วยความสะอิดสะเอียน ไม่ใช่เพราะพระองค์ทรงรังเกียจนาง แต่เป็นเพราะรอยแผลเป็นมากมายนั้นต่างหาก


              เจ้าชายทรงหวังอย่างยิ่งว่าพระองค์ไม่ทรงทอดพระเนตรเห็นมัน รอยแผลส่วนใหญ่ที่พระองค์ทรงเห็นเป็นรอยกรีดและรอยไหม้ซึ่งมีประสงค์เพื่อสร้างทรมานไม่ใช่เพื่อปลิดชีวิต


              พระองค์ไม่เคยหวาดกลัวความตายซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ตรงกันข้ามกับความโหดร้ายที่น่าชิงชังซึ่งเกิดจากสิ่งมีชีวิตที่ลำเลิกตัวเองว่าประเสริฐสุดอย่างมนุษย์


              เจ้าชายทรงทรุดกายลงนั่งบนโขดหินด้วยความอ่อนเพลียจากการเสียพระโลหิต ในพระทัยสับสนและว้าวุ่นด้วยความเห็นใจที่ไม่ควรเกิดขึ้นในพระทัย


              เวลาผ่านไปนับชั่วโมง ในที่สุดพระหัตถ์หนาหยิบมีดสั้นที่ตกอยู่ข้างหญิงสาวขึ้นมาตัดเส้นพระเกศาที่ยาวออกจนสั้นเพียงพระอังสะ ก่อนจะอุ้มร่างของภรรยาในนามของตนขึ้นมาเพื่อร้องขอความช่วยเหลือ


               พระองค์ทรงทราบดีว่าควรปล่อยนางไว้ที่นี่ แต่จะให้พระองค์ทอดทิ้งคนที่เหมือนกับพระองค์ได้อย่างไรกัน

 


----------------------------------------------------------------------------


* Yarrow สมุนไพรมีฤทธิ์ห้ามเลือด (ตอนแรกกะใช้ใบฝรั่งค่ะแต่ตอนนี้ขึ้นเหนือแล้วจะให้ต้นไม้เมืองร้อนก็คงกระไรอยู่)

 

สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกท่าน สบายดีหรือเปล่าคะ คงมีคนสงสัยในตอนที่แล้วว่าอัจฉราเป็นเจ้าหญิงที่แลกฐานะกะคนใช้เหมือนโสนน้อยเรือนงาม หญิงเลี้ยงห่าน หรือว่าปลอมตัวเป็นคนใช้อย่างเรื่องเมด มาลีนใช่ไหม คำตอบก็คือไม่ใช่อย่างแน่นอนค่ะ ทัศนีย์เป็นเจ้าหญิงส่วนอัจฉราก็เป็นนางพระกำนัลจริงๆ คะ


สำหรับตอนนี้สถานการณ์ของกฤตยากับนิรเทวษยิ่งแย่ลงไปอีก นิรเทวษจะทำอย่างไรต่อไป แล้วกฤตยาจะรอดหรือไม่ ติดตามชมได้ใน บทที่๒๔ แม่มด นะคะ


ป.ล. จขบ.ก็ยังคงถือคติจบบทอัพเลยตามเคยนั่นแล ถ้าผิดพลาดหรือพิมพ์ไม่เข้าใจก็รบกวนบอกแก่กันด้วยนะคะ