บทที่๑๐

 

 

 

          สายลมหอบเอาอากาศซึ่งผ่านรังสีแผดเผาของพระอาทิตย์ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือให้ผู้ที่สัญจรไปมาตามท้องถนนชุ่มไปด้วยเหงื่อตั้งแต่ยามสาย ทว่าเมื่อมันผ่านย่านที่พักอาศัยของผู้มีอันจะกินทางทิศตะวันออกของเมือง ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่กลับทำให้สายลมนั้นกลายเป็นลมโชยเย็นสบาย โดยเฉพาะที่ระเบียงไม้ในสวนศรีของคฤหาสน์เก่าแก่ซึ่งคุณนายใหญ่ของบ้านกำลังนั่งเอนกายพักผ่อนอยู่เพียงลำพัง

 

 

 

          ดวงตาสีดำคมขำอย่างชนพื้นเมืองชาวเหนือกำลังจับจ้องไปยังรายการสิ่งของบนม้วนกระดาษหนังอย่างครุ่นคิด มันคือรายการสินเดิมของวาสินีซึ่งนางได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้กับสตรีชาวต่างชาติซึ่งเป็นครูสอนมรรยาทของบุตรี

 

 

          อารดายอมรับว่านางค่อนข้างพึงพอใจในรายการดังกล่าวเช่นเดียวกับงานชิ้นอื่นๆ ที่ครูสาวไม่เคยทำให้นางผิดหวัง แต่ที่มาที่คลุมเครือของกฤตยาก็ทำให้นางรู้สึกกังวล

 

 

 

 

          ความตั้งใจในชั้นแรกที่ทำให้นางตัดสินจ้างสตรีชาวเหมันตาลัยที่ผ่านการแต่งงานแล้วอย่างกฤตยานั่นก็เพราะนางต้องการให้บุตรสาวได้เรียนรู้เกี่ยวกับการครองเรือนอย่างเปิดเผย ชาวศารทะในสังคมชั้นสูงนิยมเลี้ยงดูบุตรีให้เติบโตมาประหนึ่งแก้วล้ำค่าอันแสนบอบบาง และสอนว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่ารังเกียจที่ไม่ควรพูดถึง

 

 

          พ่อแม่ของท่านผู้หญิงเองก็เช่นกัน อารดายังรำลึกถึงความตกใจที่นางต้องรับรู้หน้าที่ของภรรยาที่นอกเหนือจากการดูแลบ้านและครอบครัวในคืนส่งตัวเจ้าสาวได้เป็นอย่างดี ความทรงจำนั้นเป็นความทรงจำที่เลวร้ายและมันส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างนางกับสามีคนแรกไปตลอดช่วงชีวิตสมรสที่เหลือ

 

 

          เขาไม่เคยรักนาง นางไม่เคยรักเขา

 

 

          และในท้ายที่สุดอารดาต้องยอมรับอย่างอดสู่ว่านางโล่งใจที่เขาตายจากไปตั้งแต่นางยังสาว

 

 

          การแต่งงานครั้งแรกของนางถูกจัดขึ้นตามความประสงค์ของครอบครัวที่ต้องการจับคู่บ่าวสาวที่มีฐานะสูงส่งสมกัน และผลที่ได้ก็คือเมื่อยังมีชีวิตอยู่สามีคนแรกของนางนั้นมักแสวงหาความรักจากสตรีอื่นอยู่เสมอ เขาระมัดระวังตัวดีพอที่จะเลือกชู้รักที่ไม่สำส่อนและเจียมเนื้อเจียมตัวไม่ทำให้นางต้องติดโรคร้ายหรือรู้สึกอับอายจากการตกอยู่ในฐานะภรรยาหลวง หรือแม่ใหญ่ของบรรดาลูกนอกสมรส แต่ถึงระวังตัวดีเพียงใด การนอกใจก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

 

 

การกระทำของเขาสร้างความร้าวรานใจให้กับอารดาอย่างมาก และมันก็ส่งผลทำให้นางรู้สึกขยาดที่จะต้องใกล้ชิดกับบุตรชายคนโตจนถึงปัจจุบัน

 

 

          นางไม่รู้เลยว่ายาปนจะเติบโตมามีความต้องการมากมายเช่นเดียวกับบิดาของเขาหรือไม่ แต่ความเอาแต่ใจและอารมณ์แปรปรวนของเขานั้นก็คล้ายกับอดีตนายใหญ่ของบ้านมาก

 

 

          ไม่นานมานี้เองที่เขาเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นบ้าง เขาเริ่มเข้ามาจัดการงานในบ้าน และเริ่มกอบกู้ชื่อเสียงตัวเองด้วยการคบค้าสมาคมกับชนชั้นสูง

 

 

          แต่นั่นก็มาพร้อมกับความสนิทสนมกับครูสาวต่างชาติที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

 

 

          อารดาไม่ใช่หญิงบื้อใบ้ที่ได้แต่จัดการความเรียบร้อยของบ้านเรือนสนองความต้องการของบุรุษ แม้นางเลือกที่จะมองดูบุตรชายหัวปีอยู่ห่างๆ แต่นางก็เห็นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองที่ค่อยเจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆ จริงอยู่ที่ทั้งคู่รักษาระยะห่างและไม่เคยอยู่ด้วยกันตามลำพังให้เป็นที่ครหาแต่นางก็สังเกตเห็นว่ายาปนมักจะมองหากฤตยาและขอคำปรึกษาจากนางอยู่บ่อยครั้ง

 

 

          นางกังวลเหลือเกินว่ากฤตยาจะมีอิทธิพลเหนือบุตรชายมากเกินไป

 

 

           “นายหญิงเจ้าคะ”

 

 

          เสียงเรียกของสาวใช้ทำให้นายหญิงของบ้านที่กำลังครุ่นคิดสะดุ้งด้วยความตกใจ อารดารีบนั่งหลังตรงและหันหลังกลับไปก็พบว่าหารียืนคอยอยู่

 

 

          “คุณกฤตยาเดินทางมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

 

 

          อารดาผุดลุกขึ้นทันทีและเดินตามคนรับใช้ออกไปยังห้องรับรองที่อยู่โถงทางเข้าด้านหน้า

 

 

          ทว่าประตูห้องนั้นถูกเปิดทิ้งไว้อยู่แล้ว อารดาจึงได้ยินเสียงหัวเราะของผู้ซึ่งพำนักอยู่ภายใน

 

 

          หญิงรับใช้อ้าปากจะส่งเสียงบอกบุคคลที่อยู่ด้านในแต่ ผู้เป็นนายหญิงกลับปรามไว้เสียก่อน นางลอบมองไปยังด้านในผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มก็พบว่าคนที่อยู่ด้านในไม่ได้มีเพียงกฤตยาเท่านั้น หากวาสินีและยาปนก็อยู่กับนางด้วย

 

 

          หัวใจของอารดามักเจ็บแปลบ นางรู้สึกเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อเห็นยาปนยิ้ม หัวเราะและทำตัวสบายๆ อย่างเป็นธรรมชาติเมื่ออยู่กับกฤตยาอย่างที่ผู้เป็นแม่อย่างนางไม่เคยได้รับ

 

 

          มันทำให้นางรู้สึกกลัวและอิจฉา

 

 

          การลอบมองจากภายนอกนั้นมิอาจรอดพ้นจากสายตาคมกริบของกฤตยาได้ ดวงตาสีเหล็กกล้าจ้องตรงมายังดวงตาสีดำสนิทข้างขวาของอารดา และมันบีบให้นางจำต้องรีบผลักประตูเข้าไป

 

 

          “ท่านแม่” วาสินีกล่าวเสียงใสก่อนจะเดินมาจูงมือนาง ผิดกับยาปนซึ่งรอยยิ้มสดใสเมื่อครู่ปลาสนาการไปสิ้น

 

 

          “อรุณสวัสดิ์ท่านแม่” เขากล่าวทักทายนางด้วยความเคารพไม่ใช่ด้วยความสนิทชิดเชื้อ

 

 

          บุตรีคนเดียวของบ้านนิ่วหน้าเมื่อบรรยากาศเปลี่ยนไป นางดึงแขนเสื้อของมารดาและพี่ชายคนละข้างก่อนส่งเสียงเจื้อยแจ้ว

 

 

          “เมื่อครู่คุณครูกำลังเล่าเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับแคว้นภาคกลางอยู่เลย พวกเราเลยหวังว่าสักวันจะไปเยือนที่นั่นสักครั้ง”

 

 

          อารดาพยักหน้าและยิ้มเล็กน้อย ต่างจากพี่ชาย วาสินีเป็นลูกแม่เสมอและนั่นทำให้นางรู้สึกดีขึ้น

 

 

          “ดิฉันเพิ่งมาถึง โชคดีที่คุณหนูทั้งสองออกมาต้อนรับ” กฤตยาเองก็รู้กาลเทศะพอที่จะสังเกตเห็นว่าอารดาไม่ต้องการให้นางใกล้ชิดกับบุตรทั้งสอง โดยเฉพาะยาปนมากเกินไปจึงรีบกล่าว “ดิฉันทราบมาว่าพวกคุณหนูมีธุระ พวกท่านควรจะไปเตรียมตัวได้แล้วนะคะ”

 

 

          ยาปนมีท่าทีอิดออดเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นสายตากดดันจากอาจารย์ก็ยอมบอกลาแต่โดยดี และเมื่อสองเด็กหนุ่มสาวเดินออกไป อารดาก็รีบพูดเข้าประเด็นกับครูสาวทันที

 

 

          “ฉันพอใจกับรายการสินเดิมที่คุณเตรียมไว้มาก คุณได้ปรึกษากับวาสินีและยาปนแล้วใช่ไหมคะ”