เล่ห์รบกลรัก[Part1] - บทที่๓๐ ประกายไฟ
posted on 24 May 2012 23:59 by junge-hexe in the-other-story directory Fiction
รูปเก่านะคะ (วันนี้ไปทำธุระแล้วแว้บเที่ยวแต่ดันลืมกล้องถ่ายรูป ง่าวได้อีก)
บทที่๓๐ ประกายไฟ
เหมันต์ใกล้เข้ามาแล้ว ประชาชนทั้งหลายที่อาศัยอยู่หัวเมืองทางตอนเหนือต่างเร่งเก็บผลิตผลเพื่อจะได้อยู่รอดในฤดูกาลอันเลวร้ายซึ่งสายน้ำกลายเป็นน้ำแข็งและต้นไม้ต่างเปล่าเปลือย
จำนวนของนักโทษมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านโดยเฉพาะคนที่ยากจนถูกบีบคั้นจนออกมาร้องเรียนโดยคิดอย่างสิ้นหวังว่าอย่างน้อยหากเข้าคุกแล้วก็ยังไม่อดตาย ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย ผู้คุมกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นคนของเจ้าชายสั่งงดอาหารพวกเขาอยู่บ่อยครั้งเพื่อถามถึงแกนนำซึ่งหลบหนีไปได้ทุกครั้ง
เช้าวันหนึ่งซึ่งท้องฟ้าสีครามจัดจ้า ณ จัตุรัสกลางเมือง ชาวบ้านทั้งหลายที่ต่างพากันทำธุระแล้วขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ต่างพากันออกมายืนคอยล้อมรอบพื้นยกสูงกลางจัตุรัส การจลาจลที่มีมากขึ้นทุกวันทำให้ เจ้าชาย เลือกที่จะเชิญชาวบ้านมาฟังคำวินิจฉัยของพระองค์
นิรเทวษฯ ซึ่งออกมาชุมนุมเหมือนกับทุกคนทรงทอดพระเนตรไปยังชาวบ้านทั้งหลาย บางคนสับสนงุนงง บางคนก็กำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียด มีเพียงไม่กี่คนรอคอยอย่างสงบ แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงแน่พระทัยก็คือความโกรธแค้นที่ปรากฏอยู่ในแววตาของทุกคน
พระองค์เองทรงรู้สึกชิงชังไม่ต่างจากพวกเขา แต่ต่างที่ทรงทราบว่า เจ้าชาย นั้นเป็นตัวปลอมที่หวังทำลายชื่อเสียงของพระองค์ พระองค์เชื่อว่า เจ้าชาย ไม่มีทางยอมผ่อนปรนแน่ แต่พระองค์ก็มิทรงทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปจึงได้แต่ทรงคอย
กฤตยาเงยหน้าขึ้นและเห็นรอยหยาบจางๆ บนพระนลาฎจึงกุมพระหัตถ์ซ้ายไว้ให้แน่นขึ้น เจ้าชายทรงรู้สึกและทรงแย้มสรวลจางๆ ให้นางแต่นางก็ยังไม่ไว้ใจ หลังจากที่พระองค์ถูกจับขังนางต้องตั้งใจว่าจะจับตาดูพระองค์ตลอดเวลา
หญิงสาวถอนหายใจ แต่เอาเข้าจริงนางก็ไม่รู้ว่าตนจะทำได้อย่างที่คิดหรือเปล่า
เสียงของฝูงชนเงียบลงทันทีที่พวกเขาเห็นร่างของทหารที่คุมตัวภรรยาของเจ้าเมืองกับบุตรสาวตัวน้อยออกมา หากมองจากสภาพที่เห็นพวกนางยังคงดูสบายดีซึ่งตรงกันข้ามกับดวงหน้าซีดเซียวและตระหนกที่ปรากฏชัดเจนบนดวงหน้าของเด็กน้อยที่เกาะแม่ของเธอไว้แน่น
สาวงามกล่าวกับบุตรสาวตัวน้อยซึ่งพยักหน้าทั้งตาแดงๆ จวนจะร่ำไห้แล้วตรงขึ้นไปยังพื้นยกสูงด้วยท่าทางง่อนแง่นอย่างคนตาบอดเพียงลำพัง เพราะไม่มีใครเข้าไปช่วยและไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ไม้เท้า นางจึงสะดุดล้มถึงสองครั้ง ทว่ากลับไม่มีใครหัวเราะนางเลย
“ทุกคนคงรู้จักข้าดี” นางเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบด้วยความกล้าหาญแม้จะเจ็บขาก็ตาม ทุกคนตั้งใจฟังนางราวกับตกอยู่ในมนต์สะกด
“ทุกคนต้องเชื่อในสิ่งที่ข้าพูด” แม่เมืองกล่าวด้วยเสียงที่ดังขึ้นและชัดขึ้น “ข้าเชื่อว่าทุกคนคงเป็นห่วงข้ากับครอบครัว ข้าขอบอกว่าพวกเราทุกคนสบายดี...”
ภรรยาของเจ้าเมืองชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยให้จบความ นางดูลำบากใจมากทีเดียว
“ทั้งหมดเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ชาย พระองค์ไม่ใช่ศัตรูของพวกเราแต่อย่างใด ข้าจึงขอให้พวกท่านทั้งหมดอยู่ในความสงบด้วย”
ความเงียบยังคงดำเนินต่อไปเพราะทุกคนต่างตะลึงในคำพูด มันไม่ใช่เพราะความสงบซึ่งเกิดจากความเข้าใจแต่อย่างใด เพราะหลังจากนั้นชาวบ้านทุกคนต่างก็มองกันและกันด้วยความหวาดผวาและขุ่นเคือง
เจ้าชายทรงทอดพระเนตรร่างบางโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมหนาวของหญิงสาวผู้เข้มแข็งซึ่งถูกพาตัวลงไปทันที ไม่ต้องผ่านประสบการณ์เจรจามามากมายก็ทรงทราบว่าสิ่งที่นางพูดนั้นถูกเขียนขึ้นและนางซึ่งเป็นที่รักของชาวบ้านก็ถูกบังคับให้ออกมาพูด
พระหัตถ์กำแน่นจนพระนขาจิกเข้าไปในฝ่าพระหัตถ์ ในยามนี้พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยในเกียรติภูมิของพระองค์แล้ว ความโหดร้ายอย่างอยุติธรรมตรงหน้าทำให้พระองค์โกรธแค้นเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ
เจ้าจะทำเช่นนี้ต่อไปเพื่ออะไรในเมื่อเจ้าชนะแล้ว... พระองค์ทรงพระอนุสรณ์ถึงอดีตพระสหาย
นัยน์ตาสีเทาเข้มจ้องมองมาที่ทางขวามือจึงเห็นพระโลหิตที่หยดจากพระหัตถ์ นางปล่อยพระหัตถ์ซ้ายและจับข้อพระหัตถ์ขวา เจ้าชายทรงสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกสัมผัสอุ่นๆ นั้น ทรงหันมาแล้วสบดวงตาของผู้ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาซึ่งมองมาที่พระองค์
“ผมขอโทษ” พระองค์ตรัสอย่างรวดเร็วและทรงหันไปทางอื่น พระองค์ไม่ทรงเข้าพระทัยเหมือนกันว่าทำไมต้องทรงทำเช่นนั้น บางทีมันอาจเป็นเพราะว่าดวงตาของนางช่างดูเศร้าเหลือเกิน
กฤตยาไม่ว่าอะไรนอกจากหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนพันพระหัตถ์ถวายอย่างเงียบเชียบ ริมฝีปากของนางเม้มแน่นด้วยกลัวว่าเสียงครวญด้วยความร้าวรานจะเล็ดลอดออกมา
ทั้งหมดเป็นเพราะพวกนางเอง ถ้ามารดาของเขาไม่ต้องแต่งงานกับราชาเฒ่านั่น เขาก็คงไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเช่นนี้
เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นทางด้านซ้ายมือ ทั้งสองหันไปพบว่าฝูงชนเริ่มเบียดเสียดมาทางพวกเขาเพื่อขยายวงกว้าง นิรเทวษฯ ทรงจับข้อมือของหญิงสาวไว้ ด้วยพระวรกายที่สูงทำให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนนาง
ชายชราคนหนึ่งซึ่งมีร่างกายผอมจนเห็นซี่โครงได้ชัดเจนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรกชูหุ่นที่ทำจากฟางซึ่งเสียบบนเสาไม้ขึ้นมาขณะที่มือซ้ายชูคบเพลิงขึ้นมา แม้จะไม่มีรายละเอียดอะไรมากนักแต่ทุกคนก็ดูออกว่ามันเป็นหุ่นที่ถูกทำเป็นรูปร่างของคนสองคนซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เจ้าชายกับพระชายา
“ทรราช!”
เขาตะโกนเสียงดังพอที่จะทำให้ทุกคนในจัตุรัสได้ยินก่อนลงมือเผาหุ่นตรงหน้าท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คน
และสิ่งนี้เองที่เปรียบเสมือนประกายไฟที่จะเผาทุ่งหญ้าฤดูแล้งให้มอดไหม้ ทหารรีบวิ่งเข้ามาจัดการกับชายชราทันที ทว่าโชคร้ายที่ผู้ที่ทหารตรงเข้าทำร้ายไม่ได้มีเพียงผู้ก่อเหตุเท่านั้น ทหารยังเข้าจู่โจมผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อีกด้วยเพื่อหวังขับไล่พวกเขาออกไป
ประชาชนต่างหนีตายกันอย่างไร้สติ พวกเขาได้แต่วิ่งและวิ่งจนลืมคนรอบข้าง เจ้าชายทรงรีบคว้าร่างของกฤตยาและพานางออกมาจากเหตุการณ์ทันที แต่พวกเขาอยู่กลางวงล้อมของฝูงชนจึงออกไปได้ยาก
กรวดก้อนเล็กกระทบพระเพลาด้านขวาทำให้นิรเทวษฯ ทรงหันไปก็พบชายที่คุ้นตาในวงเหล้ากำลังกวักมือเรียกให้ไปทางตรอกซึ่งปลายตัน เจ้าชายหนุ่มทรงไม่มีทางเลือกนอกจากเสด็จตามเขาไป
ชายคนนั้นดันแผ่นหลังของทั้งสองไปทางซ้ายซึ่งเป็นเพิงเก็บเครื่องมือการเกษตร ทั้งสองสะดุดธรณีประตูเล็กน้อยก่อนเข้ามาในเพิงนั้น ผู้ช่วยเหลือรีบปิดประตูและใส่กลอนจนแน่นหนา
กฤตยาจับพระหัตถ์ของเจ้าชายเพื่อทรงตัวยืนขึ้น ขณะชายคนนั้นดันตู้ไม้ไปให้พ้นทางก่อนดึงพรมขึ้นและดึงประตูห้องใต้ดินขึ้นมา
“ลงไปเร็วเข้า”
เขากล่าวอย่างร้อนใจกฤตยาและนิรเทวษฯ มีเวลามองหน้ากันเพียงชั่วเดียวก่อนตัดสินใจทำตามสิ่งที่เขาพูด
แสงเทียนสว่างวาบจากสุดปลายบันได ชายหนุ่มและหญิงสาวมองผู้ชายนับสิบที่กำลังนั่งสนทนากันอย่างเคร่งเครียดภายในห้องใต้ดินซึ่งควรจะเป็นห้องเก็บอาหารแต่กลับไม่มีอะไรนอกจากเตาไฟ โต๊ะและเก้าอี้หลายตัว
เจ้าของดวงตาสีเทาเข้มตั้งสติและกวาดตามองพวกเขา กฤตยารู้จักพวกเขาเช่นเดียวกับทุกคนในเมือง เกือบทุกคนเป็นผู้มีอิทธิพลของเมือง และหลายคนก็ดูไม่พอใจที่เห็นนางด้วย
“แกเอาผู้หญิงมาทำไม” ชายคนหนึ่งซึ่งนางจำได้ว่าเป็นหนึ่งในพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคทางเหนือเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “แม่พวกนี้ไม่เคยหุบปากได้เลย”
นิรเทวษฯ ก้าวมาข้างหน้าและจ้องชายร่างท้วมเขม็ง “แล้วมีปัญหาหรือไง”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ลุกขึ้นและเข้ามาแทรกระหว่างทั้งสาม “เรื่องมันแล้วก็แล้วไปเถอะน่า”
คหบดีผู้ฉุนเฉียวสะบัดมือที่แตะบ่าของตนทิ้งอย่างรังเกียจและเดินจากไป
ผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยยิ้มให้กฤตยาซึ่งยิ้มตอบโดยอัตโนมัติ เขามีผมและตาสีดำสนิทเหมือนคนทางเหนือแต่นางกลับไม่เคยคุ้นใบหน้าของเขาเลยสักนิด บางทีเขาอาจไม่ใช่ชาวเมือง
“เจ้าคงยังไม่รู้จักข้า” เขากล่าว “ข้าชื่อวิทยา เป็นชาวเมืองกาสารเหมือนทุกคนเพียงแต่ข้าย้ายไปทำงานนอกเมืองนะ”
เจ้าชายทรงทอดพระเนตรยังเขา จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้พระองค์ทรงเลือกที่จะไม่ไว้ใจเขา เขาดูมั่นใจมากเกินไป “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
“นี่คือคำตอบของพวกเราอย่างไรเล่าพ่อหนุ่ม” ชายอีกคนตอบแทนเขา พระองค์ทรงพระอนุสรณ์ได้ว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษีของเมือง ริ้วรอยและความเหนื่อยล้าจากความกดดันในอาชีพทำให้เขาดูทรุดโทรมมาก “เราไม่อาจภักดีกับภัยที่คุกคามเราได้อีกต่อไปแล้ว”
ชายหนุ่มไม่แปลกใจกับคำตอบของพวกเขานัก เขาเดาได้ในทันทีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดต้องจบลงด้วยการลุกฮือของประชาชน ทว่าเขาเกรงว่ามันจะปราศจากสติและจบลงอย่างการเอาน้ำมันเทราดเพลิงร้ายที่กำลังเผาบ้านจนมอดไหม้
เจ้าหน้าที่เก็บภาษีเห็นความเครียดบนใบหน้าของมาณพก็รีบดันแผ่นหลังของเขาไปให้พ้นจากกฤตยา “พวกเราเลือกเจ้าเพราะพวกเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด ถึงเจ้าเป็นคนต่างถิ่นแต่เจ้าก็กล้าหาญที่กล้าต่อต้านพวกเขา ศิลา พวกเราทุกคนต้องการชายหนุ่มอย่างเจ้า”
ความรู้สึกร้อนผ่าวคล้ายกับยินดีผุดขึ้นในใจของชายหนุ่มเพียงชั่วแวบเดียวก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกผิด จริงอยู่ที่ประชาชน ไม่สิ คนพวกนี้ไว้ใจเขา แต่มันก็เป็นความผิดของเขาที่ทำให้ราษฎรต้องเดือดร้อน
เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้ง ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก้าวลงมาอย่างเร่งร้อน เสื้อผ้าของเขายับย่นและมีรอยถลอกตามร่างกาย
“การจลาจลสงบแล้ว” เขาแจ้งข่าวให้ทุกคนทราบเพื่อจะได้ทะยอยกันออกจากที่ซ่อน
ชายแปลกหน้าเข้ามาจับบ่าของนิรเทวษฯ แล้วกระซิบ “นี่คือการแจ้งข่าวเท่านั้น เราอยากให้เจ้าเชื่อ มาพบพวกเราที่หลุมศพของครอบครัวคหบดี ที่สุสานนอกเมืองตอนเที่ยงคืน แล้วก็อย่าพาพี่สาวของเจ้ามาละ กันหล่อนให้พ้นจากเรื่องนี้ซะคนพวกนี้ไม่พอใจนักหรอก”
ทั้งสองมองตากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปกับชายอีกคน
กฤตยาเดินเข้ามาหาสามีในนามของตนเพื่อกลับออกไปด้วยกัน ทั้งคู่ออกจากความมืดสู่แสงสว่างยามกลางวันที่เผยให้เห็นภาพอันโหดร้ายบนถนน ผู้คนมากมายซึ่งได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถหลบหนีได้ทันกำลังถูกพวกทหารกวาดต้อนไปยังปราสาท
เจ้าชายทรงปรารถนาเหลือเกินว่าพระองค์จะทรงสามารถเข้าไปขัดขวางสิ่งนี้ได้ ทว่ามันกลับถูกปฏิเสธด้วยมือของกฤตยาที่คว้าพระองค์เอาไว้ นางส่ายหน้าและให้พระองค์เสด็จกับนางไปอีกทาง สิ่งที่นางทำนั้นถูกต้องเพราะสิ่งที่พระองค์อยากจะทรงทำนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
ราชตระกูลหนุ่มทรงคว้ามือของนางกุมไว้จนกฤตยาสัมผัสได้ว่ามันกำลังขยับด้วยความกังวล หญิงสาวทำได้เพียงบีบมือตอบ นางรู้ว่าสิ่งที่ตามมานั้นคืออะไรและนางไม่มีกำลังใดๆ ที่จะขัดขวาง
การต่อต้านของประชาชนเกิดขึ้นแล้ว
---***~~ *** ~~***---
เสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นทั่วโรงนาด้านหลังกระท่อมของแม่หมอแม้ระฆังใหญ่ของปราการจะตีบอกเวลาห้าทุ่มแล้วก็ตาม มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการจลาจลมากมายที่เป็นคนยากไร้ พวกเขาซึ่งถูกขูดรีดภาษีไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาของแพทย์ในเมืองจึงพากันมาขอความช่วยเหลือจากแม่หมอ
มารดาของเด็กคนหนึ่งร่ำไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นลูกน้อยของตนสิ้นลม กฤตยาดึงหญิงสาวให้ออกมาจากศพซึ่งนิรเทวษกำลังจะจับใส่ห่อผ้าเพื่อนำไปวางรวมกับศพอื่นๆ ด้านนอก พระเนตรสีดำสนิททอดยังร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งถูกเหยียบจนซี่โครงหักทิ่มปอด ใบหน้าบวมช้ำของนางไม่มีความน่ารักหลงเหลืออยู่เลย สิ่งนี้ทำให้พระองค์ทรงกริ้วเพราะนี่ไม่ควรเป็นชะตากรรมของเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่ง
“ขอโทษด้วยนะ” พระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกก่อนวางร่างในมือลงกับพื้นอย่างอ่อนโยน
กฤตยาซึ่งผละออกจากมารดาของเด็กก้าวออกมาจากโรงนาก็พบว่าชายหนุ่มกำลังกุมศีรษะด้วยความอ่อนล้าอยู่จึงรีบเดินเข้ามาหา
นางอยากพูดเหลือเกินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเขาแต่ก็ต้องเก็บมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจเพราะรู้ว่ามันคงไม่ต่างจากคำปลอบใจที่ทำให้เขารู้สึกแย่ลง
นิรเทวษฯ ทรงทราบว่าหญิงสาวเดินตามมาจึงทรงตัดสินพระทัยหันพระปฤษฎางค์ให้นางเสีย พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแออันน่ารังเกียจของพระองค์
“ผมจะออกไปสูดอากาศหน่อย” พระองค์ตรัสด้วยเสียงแปร่งปร่าเล็กน้อย
หญิงสาวพยักหน้าก่อนหยิบเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มซึ่งตนฉวยมาห่มให้เขาจากด้านหลังซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้ “คืนนี้อากาศหนาว รีบกลับหน่อยนะคะ”
เจ้าชายเสด็จออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็วต้นไม้สูงใหญ่ของชานเมืองชนบททำให้บรรยากาศดูน่ากลัว นอกจากเสียงของคลอกับเสียงนกแสกและสายลมหนาวที่แสนวังเวงแล้วก็มีเพียงเสียงฝีพระบาทของพระองค์เท่านั้น
ถึงกระนั้นพระองค์มิทรงสนพระทัย ความสับสนทำให้พระองค์ทรงพระดำริอะไรไม่ออกนอกจากสั่งการให้พระวรกายขยับไปข้างหน้าเท่านั้น
สุสานยามค่ำนั้นดูน่าขนลุก ทว่าสำหรับเจ้าชายหนุ่มแล้ววิญญาณของผู้วายชนม์ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเหมือนมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่
หมู่อาคารฝังเถ้าของคหบดีนั้นเรียงรายเป็นทิวแถวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางแสงจันทร์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเงาของสัปเหร่อซึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าอาคารหลังหนึ่ง เขาไม่ดูเหมือนสัปเหร่อซึ่งใช้เวลาว่างไปกับสุราแต่ชยผู้นี้กำลังรอคอยใครสักคนและใครคนนั้นก็คือพระองค์เอง
“ตามข้ามา” สัปเหรอกล่าวก่อนนำทางลึกเข้าไปในป่าใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็เห็นแสงไฟจากกองเพลิงท่ามกลางหมู่ไม้ใหญ่ในลานโล่ง
เจ้าชายหนุ่มมองฝูงชนที่รายล้อมกองไฟนั้นก็พบว่ามีชายจำนวนมากมายราวกับกองทัพขนาดย่อม และใบหน้าเหล่านั้นมีหลายใบหน้าที่เขาไม่คุ้นเคยรวมอยู่ด้วย
ร่างสวมเสื้อคลุมของผู้ไกล่เกลี่ยยามเช้าก้าวตรงมายังชายหนุ่มนามศิลา “ยินดีต้อนรับ”
นิรเทวษฯ ทรงแย้มพระโอษฐ์สนองทว่าไม่ได้ตรัสทักทายเนื่องจากเพียงครู่เดียวก็มีคนมากมายมารุมล้อมชายคนนั้นเสียแล้ว
ชายหนุ่มดึงหมวกเสื้อคลุมลงและแฝงกายไปกับคนอื่นๆ เพื่อสืบหาข้อมูลจากคนอื่นนอกจากแกนนำ โชคร้ายที่พระวรกายนั้นสูงมากพระองค์จึงต้องเดินออกไปไกลจากพวกหัวหน้ากลุ่มพอสมควร
ทว่าก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยปากถามไถ่ใครสักคน วิทยาก็เข้ามายืนกลางวงล้อมพร้อมเรียกให้ทุกคนหันมาฟัง
“สวัสดีพี่น้องทุกท่าน” เขากล่าวและเสียงสนทนาของทุกคนก็เงียบราวกับถูกสะกด “ก่อนอื่นข้าต้องขอประกาศว่าตอนนี้เมียข้าเริ่มเอาชุดชั้นในไปขายเพื่อไปจ่ายภาษีแล้ว”
ทุกคนหัวเราะครืนกับมุกขำขันนั่นนิรเทวษฯ ทรงฟังไม่ใช่เพราะทรงโอนอ่อนไปกับการพูดแต่เป็นเพราะลักษณะการพูดของเขาซึ่งทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยมาก เขาเลือกที่จะเบียงประเด็นไปทางอื่นโดยไม่เข้าสู่จุดมุ่งหมายทันทีและมันก็เป็นไปอย่างพอดีเสียด้วย
“ได้เวลาเข้าเรื่องกันเสียที” แกนนำคนนั้นกระแอมอย่างเคร่งขรึม “ข้าเห็นควรว่าเราควรพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า การกระทำของพ่อเฒ่าเป็นเรื่องกล้าหาญมากแต่ก็โง่มากด้วยข้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”
ดวงตาสีดำสนิทของชายคนนั้นทอดลงต่ำเช่นเดียวกับใบหน้าเศร้าสร้อย “เรามาแสดงความเคารพด้วยการสงบนิ่งร่วมกันเถอะ”
เสียงถอนหายใจแรงๆ อย่างจงใจดังขึ้นที่ด้านหลังต้นไม้ซึ่งพระปฤษฎางค์พิงอยู่ พระเนตรสีดำสนิทราวกับปีกแมลงจึงทอดไปยังร่างอ้วนกลมของคหบดีที่กำลังเมามายครู่หนึ่ง เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่ย่อมมีความริษยาในจิตใจโดยเฉพาะความอิจฉาในอำนาจซึ่งมีอยู่ทุกแห่งหน
“เอาละ” วิทยาพูดอย่างกระฉับกระเฉงก่อนหยิบกระดาษหนังม้วนหนึ่งออกจากย่ามชูขึ้นสูง “ในตอนนี้พวกเราได้ร่างฎีกาเรื่องเจ้ากาดำจอมยโสนั่นถึงเจ้ากรมหนังสือเสร็จแล้ว”
ชายชาญทุกคนโห่ร้องรับด้วยความยินดี นิรเทวษฯ ทรงรู้สึกไม่สบายใจเลยชายคนนี้เป็นคนรู้จักพูดโน้มน้าวจิตใจของผู้คนมาก ไม่เฉพาะการสรรคำพูดเท่านั้นหากรวมถึงการควบคุมจังหวะ อารมณ์และน้ำเสียงด้วย แม้พระองค์ทรงพระปรีชาในเรื่องการจับผิดคนทว่าพระองค์ก็ไม่ทรงทราบเลยว่าเขากำลังโป้ปดหรือพูดจากความรู้สึกภายในอย่างแท้จริงกันแน่
เสียงแก้วแตกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจ้าชายหันไปมองคหบดีคนนั้นเต็มตาก็พบว่าแก้วที่แตกนั้นคือขวดเหล้าซึ่งหมดแล้วนั่นเอง
“ดีใจไปเถอะไอ้คางคกขึ้นวอ” ชายร่างท้วมคำราม
คนรับใช้ซึ่งอยู่ข้างๆ พยายามกล่อมให้เจ้านายของตนอารมณ์เย็นลง “นายท่านพูดแบบนี้ไม่ดีนะขอรับ”
“เรื่องของข้าน่า” ถึงจะโมโหและดื่มจัดแต่คหบดีก็ยังทรงตัวอยู่ได้ “เจ้านั่นมันมาทีหลังแต่แย่งความสำคัญของข้าไปหมด ทั้งที่ข้าเป็นหนึ่งในผู้สมคบกลุ่มแรกแท้ๆ”
เจ้าชายทรงพระดำริอย่างทรงกริ้ว ความไร้สามัคคีนี้ไม่เพียงจะทำให้กลุ่มต้องแตกสลายแต่ยังสร้างความวุ่นวายในระยะยาวอีกด้วย
“กะอีแค่ได้เป็นบ่าวในหอสมุดหลวง มันเชื่อถือได้ที่ไหนกัน”
เสียงโวยวายของคหบดียืนยันในสิ่งที่นิรเทวษทรงพระดำริ หากชายคนนี้เป็นคนรับใช้ในหอสมุดหลวงแสดงว่าเขาย่อมมีความเกี่ยวข้องกับศรายุธ...และรวมไปถึงเจ้าชายและชายากำมะลอนั่นด้วย
พระองค์ไม่ทรงทราบถึงเจตนาของพวกเขา พวกของศรายุธ ไม่สิ พวกของแม่ทัพใหญ่ต่างหาก พวกเขาอาจมีเล่ห์เหลี่ยมในการหว่านล้อมผู้คน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ต้องจัดการกับสิ่งวุ่นวายที่พวกเขาก่อขึ้น
พระองค์ทรงทราบแล้วว่าจะทำเช่นไร
ชายหนุ่มย่อตัวลงเล็กน้อยและเดินเข้าไปใกล้คหบดี เพราะเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนจำนวนมากทำให้ไม่มีใครใส่ใจพระองค์เลย
“เจ้าตัวตลกนั่นน่าขันมากว่าไหมนายท่าน ไม่มีสง่าราศีเลยสักนิด”
ราชตระกูลหนุ่มตรัสอย่างแผ่วเบา คหบดีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนยิ้มอย่างพอใจ เนื่องจากแม้จะยังคุมสติได้บ้างแต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด
“เจ้าเป็นใคร” คนรับใช้ของคหบดียืนขวางชายหนุ่มทันที แต่ผู้เป็นเจ้านายกลับผลักพวกเขาออกให้พ้นทาง
“พวกเจ้าไปที่อื่นก่อนไป” เขากล่าว
คนรับใช้ทำท่าอึกอักแต่ก็จำต้องยอมถอยแต่โดยดีเมื่อเห็นแววตาขึงโกรธของเจ้านาย
“ตาแหลมดีนี่น้องชาย” ชายร่างท้วมเอ่ยอย่างถูกใจ “เสียดายที่คนในเมืองไม่ฉลาดเหมือนอย่างเจ้า”
ริมฝีปากบนใบหน้าส่วนล่างที่โผล่พ้นหมวกเสื้อคลุมยิ้มรับอย่างถ่อมตน “ถ้าเป็นข้า ข้าอยากเห็นคนอย่างท่านเป็นหัวหน้ามากกว่า ท่านมีทั้งเงิน ทั้งอำนาจ และอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว”
คิ้วของคหบดีขมวดย่นอย่างเอะใจเมื่อถูกกล่าวชมเลิศเลอจึงเปลี่ยนเป็นเสียงแข็งทื่อ “ถึงพูดแบบนี้ข้าไม่มีอะไรให้เจ้าหรอกนะ เจ้าต้องการอะไร”
“ช้าก่อนนายท่าน ข้าต้องการเหมือนกับทุกคนนั่นก็คือกำจัด เจ้าชาย ออกไปให้พ้น” นิรเทวษฯ แสร้งทำเสียงตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้นระคนละอาย “ข้าเพียงคิดว่ามันคงจะดีกว่าหากท่านได้ความดีความชอบว่าเป็นคนกำจัดเจ้านั่นไปพ้นทาง
“ทุกคนในเมืองจะได้รู้จักท่านอย่างไรละขอรับ”
คหบดีพยักหน้าดูเหมือนอารมณ์ของเขาจะกลับมาดีดังเดิมแล้ว เจ้าชายหนุ่มจึงทรงฉวยโอกาสรีบตรัสต่อไป
“ท่านเป็นพ่อค้า ท่านคงรู้จักการสร้างข่าวเพื่อปั่นราคาสินค้าแน่ๆ” พระองค์ตรัสช้าๆ และเว้นจังหวะให้เขาคิด “ถ้าหากเราทำเช่นนั้นกับเจ้าชายบ้างละขอรับ ถ้าหากทุกคนทำเป็นว่าเจ้าชายเป็นตัวปลอม...”
“บางครั้งข่าวลือก็กลายเป็นความจริงได้”
ต้องใช้เวลานานพอสมควรทีเดียวกว่าคหบดีผู้เมามายจะคิดตามได้ เขาตอบทั้งรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบังทีเดียว
“ท่านควรจะพูดเดี๋ยวนี้” นิรเทวษฯ รีบตรัสบอกเพื่อบีบให้คหบดีทำตามแผนการทันที พระองค์ทุกชี้ไปทางวิทยาซึ่งกำลังปราศรัยเกี่ยวกับอนาคตที่ดีภายใต้การปกครองของเจ้ากรมหนังสือ “ไม่มีอะไรดีไปกว่าก็แย่งความสนใจในตอนนี้แล้วนะขอรับ”
“เดี๋ยวก่อนทุกท่าน!”
เมื่อได้ยินดังนั้นคหบดีก็กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดัง นิรเทวษฯ ทรงรีบถอยออกมาทันทีขณะที่ทุกคนค่อยๆ หันมาทางชายร่างท้วมอย่างเชื่องช้าเหมือนกับคลื่นบนผิวน้ำ
ชายนามว่าวิทยาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาพร้อมกับแกนนำคนอื่นๆ “เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ”
รอยยิ้มแสยะอย่างดูแคลนปรากฏบนใบหน้าของพ่อค้า “ข้ามีแผนการที่ดีกว่ามานำเสนอพวกท่าน”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วลานโล่ง เหล่าแกนนำมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด
“พูดอะไรของเจ้านะ” เจ้าหน้าที่เก็บภาษีกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ข้าพูดจริงนะ” คหบดีกล่าว “ข้าขอเสนอให้มีการวางแผนสร้างข่าวลือเรื่องเจ้าชายเป็นตัวปลอม”
ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าความคิดของคหบดีจะซึมลึกเข้าไปในความคิดของทุกคน ชายทุกคนส่งเสียงแสดงความเห็นกันอย่างเซ็งแซ่ แต่มีเพียงชายคนเดียวเท่านั้นที่นิรเทวษฯ ทรงสนพระทัยและในขณะนี้เขากำลังหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“ไร้สาระน่า” วิทยาตะโกนเสียงดังอย่างเผลอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ก่อนจะปรับเสียงให้หลายสั่น “เรื่องนี้จบแล้ว พวกเราจะรอคอยเจ้ากรมหนังสือ...”
“แล้วยังไง” คหบดีเถียงเสียงแข็งอย่างผู้เหนือกว่า “รอ รอจนกว่าชาวบ้านจะตายด้วยความอดอยากมากกว่านี้อย่างนั้นเหรอ”
สิ้นคำพูดของเขา ชายฉกรรจ์หลายคนก็ส่งเสียงรับอย่างเห็นด้วย วิทยาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ด้วยเสน่ห์ของเขาได้อีกต่อไปแล้ว
วิทยาหันมาหาแกนนำคนอื่นๆ เพื่อหวังให้เขาเห็นด้วยกับตนแต่ทุกคนกลับหลบตา
“เขาพูดถูกวิทยา ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว เรารอไม่ได้แล้ว” เจ้าหน้าที่เก็บภาษีกล่าวอย่างเสียใจก่อนตรงไปยังคหบดี “ มันเป็นความคิดที่ดีแต่เราทุกคนต้องปรึกษากันถึงรายละเอียด”
รอยยิ้มแห่งชัยชนะผุดบนริมฝีปากของคหบดี ในท้ายที่สุดคนพวกนี้ก็ต้องพึงเขาอยู่ดี
เจ้าชายหนุ่มมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินลึกเข้าไปในฝูงชน ไม่มีรอยแย้มสรวลบนพระพักตร์งามของพระองค์เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่าสิ่งนี้เพิ่งเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น
มารดาของเด็กคนหนึ่งร่ำไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นลูกน้อยของตนสิ้นลม กฤตยาดึงหญิงสาวให้ออกมาจากศพซึ่งนิรเทวษกำลังจะจับใส่ห่อผ้าเพื่อนำไปวางรวมกับศพอื่นๆ ด้านนอก พระเนตรสีดำสนิททอดยังร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งถูกเหยียบจนซี่โครงหักทิ่มปอด ใบหน้าบวมช้ำของนางไม่มีความน่ารักหลงเหลืออยู่เลย สิ่งนี้ทำให้พระองค์ทรงกริ้วเพราะนี่ไม่ควรเป็นชะตากรรมของเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่ง
“ขอโทษด้วยนะ” พระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกก่อนวางร่างในมือลงกับพื้นอย่างอ่อนโยน
กฤตยาซึ่งผละออกจากมารดาของเด็กก้าวออกมาจากโรงนาก็พบว่าชายหนุ่มกำลังกุมศีรษะด้วยความอ่อนล้าอยู่จึงรีบเดินเข้ามาหา
นางอยากพูดเหลือเกินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเขาแต่ก็ต้องเก็บมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจเพราะรู้ว่ามันคงไม่ต่างจากคำปลอบใจที่ทำให้เขารู้สึกแย่ลง
นิรเทวษฯ ทรงทราบว่าหญิงสาวเดินตามมาจึงทรงตัดสินพระทัยหันพระปฤษฎางค์ให้นางเสีย พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแออันน่ารังเกียจของพระองค์
“ผมจะออกไปสูดอากาศหน่อย” พระองค์ตรัสด้วยเสียงแปร่งปร่าเล็กน้อย
หญิงสาวพยักหน้าก่อนหยิบเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มซึ่งตนฉวยมาห่มให้เขาจากด้านหลังซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้ “คืนนี้อากาศหนาว รีบกลับหน่อยนะคะ”
เจ้าชายเสด็จออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็วต้นไม้สูงใหญ่ของชานเมืองชนบททำให้บรรยากาศดูน่ากลัว นอกจากเสียงของคลอกับเสียงนกแสกและสายลมหนาวที่แสนวังเวงแล้วก็มีเพียงเสียงฝีพระบาทของพระองค์เท่านั้น
ถึงกระนั้นพระองค์มิทรงสนพระทัย ความสับสนทำให้พระองค์ทรงพระดำริอะไรไม่ออกนอกจากสั่งการให้พระวรกายขยับไปข้างหน้าเท่านั้น
สุสานยามค่ำนั้นดูน่าขนลุก ทว่าสำหรับเจ้าชายหนุ่มแล้ววิญญาณของผู้วายชนม์ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเหมือนมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่
หมู่อาคารฝังเถ้าของคหบดีนั้นเรียงรายเป็นทิวแถวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางแสงจันทร์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเงาของสัปเหร่อซึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าอาคารหลังหนึ่ง เขาไม่ดูเหมือนสัปเหร่อซึ่งใช้เวลาว่างไปกับสุราแต่ชยผู้นี้กำลังรอคอยใครสักคนและใครคนนั้นก็คือพระองค์เอง
“ตามข้ามา” สัปเหรอกล่าวก่อนนำทางลึกเข้าไปในป่าใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็เห็นแสงไฟจากกองเพลิงท่ามกลางหมู่ไม้ใหญ่ในลานโล่ง
เจ้าชายหนุ่มมองฝูงชนที่รายล้อมกองไฟนั้นก็พบว่ามีชายจำนวนมากมายราวกับกองทัพขนาดย่อม และใบหน้าเหล่านั้นมีหลายใบหน้าที่เขาไม่คุ้นเคยรวมอยู่ด้วย
ร่างสวมเสื้อคลุมของผู้ไกล่เกลี่ยยามเช้าก้าวตรงมายังชายหนุ่มนามศิลา “ยินดีต้อนรับ”
นิรเทวษฯ ทรงแย้มพระโอษฐ์สนองทว่าไม่ได้ตรัสทักทายเนื่องจากเพียงครู่เดียวก็มีคนมากมายมารุมล้อมชายคนนั้นเสียแล้ว
ชายหนุ่มดึงหมวกเสื้อคลุมลงและแฝงกายไปกับคนอื่นๆ เพื่อสืบหาข้อมูลจากคนอื่นนอกจากแกนนำ โชคร้ายที่พระวรกายนั้นสูงมากพระองค์จึงต้องเดินออกไปไกลจากพวกหัวหน้ากลุ่มพอสมควร
ทว่าก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยปากถามไถ่ใครสักคน วิทยาก็เข้ามายืนกลางวงล้อมพร้อมเรียกให้ทุกคนหันมาฟัง
“สวัสดีพี่น้องทุกท่าน” เขากล่าวและเสียงสนทนาของทุกคนก็เงียบราวกับถูกสะกด “ก่อนอื่นข้าต้องขอประกาศว่าตอนนี้เมียข้าเริ่มเอาชุดชั้นในไปขายเพื่อไปจ่ายภาษีแล้ว”
ทุกคนหัวเราะครืนกับมุกขำขันนั่นนิรเทวษฯ ทรงฟังไม่ใช่เพราะทรงโอนอ่อนไปกับการพูดแต่เป็นเพราะลักษณะการพูดของเขาซึ่งทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยมาก เขาเลือกที่จะเบียงประเด็นไปทางอื่นโดยไม่เข้าสู่จุดมุ่งหมายทันทีและมันก็เป็นไปอย่างพอดีเสียด้วย
“ได้เวลาเข้าเรื่องกันเสียที” แกนนำคนนั้นกระแอมอย่างเคร่งขรึม “ข้าเห็นควรว่าเราควรพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า การกระทำของพ่อเฒ่าเป็นเรื่องกล้าหาญมากแต่ก็โง่มากด้วยข้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”
ดวงตาสีดำสนิทของชายคนนั้นทอดลงต่ำเช่นเดียวกับใบหน้าเศร้าสร้อย “เรามาแสดงความเคารพด้วยการสงบนิ่งร่วมกันเถอะ”
เสียงถอนหายใจแรงๆ อย่างจงใจดังขึ้นที่ด้านหลังต้นไม้ซึ่งพระปฤษฎางค์พิงอยู่ พระเนตรสีดำสนิทราวกับปีกแมลงจึงทอดไปยังร่างอ้วนกลมของคหบดีที่กำลังเมามายครู่หนึ่ง เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่ย่อมมีความริษยาในจิตใจโดยเฉพาะความอิจฉาในอำนาจซึ่งมีอยู่ทุกแห่งหน
“เอาละ” วิทยาพูดอย่างกระฉับกระเฉงก่อนหยิบกระดาษหนังม้วนหนึ่งออกจากย่ามชูขึ้นสูง “ในตอนนี้พวกเราได้ร่างฎีกาเรื่องเจ้ากาดำจอมยโสนั่นถึงเจ้ากรมหนังสือเสร็จแล้ว”
ชายชาญทุกคนโห่ร้องรับด้วยความยินดี นิรเทวษฯ ทรงรู้สึกไม่สบายใจเลยชายคนนี้เป็นคนรู้จักพูดโน้มน้าวจิตใจของผู้คนมาก ไม่เฉพาะการสรรคำพูดเท่านั้นหากรวมถึงการควบคุมจังหวะ อารมณ์และน้ำเสียงด้วย แม้พระองค์ทรงพระปรีชาในเรื่องการจับผิดคนทว่าพระองค์ก็ไม่ทรงทราบเลยว่าเขากำลังโป้ปดหรือพูดจากความรู้สึกภายในอย่างแท้จริงกันแน่
เสียงแก้วแตกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจ้าชายหันไปมองคหบดีคนนั้นเต็มตาก็พบว่าแก้วที่แตกนั้นคือขวดเหล้าซึ่งหมดแล้วนั่นเอง
“ดีใจไปเถอะไอ้คางคกขึ้นวอ” ชายร่างท้วมคำราม
คนรับใช้ซึ่งอยู่ข้างๆ พยายามกล่อมให้เจ้านายของตนอารมณ์เย็นลง “นายท่านพูดแบบนี้ไม่ดีนะขอรับ”
“เรื่องของข้าน่า” ถึงจะโมโหและดื่มจัดแต่คหบดีก็ยังทรงตัวอยู่ได้ “เจ้านั่นมันมาทีหลังแต่แย่งความสำคัญของข้าไปหมด ทั้งที่ข้าเป็นหนึ่งในผู้สมคบกลุ่มแรกแท้ๆ”
เจ้าชายทรงพระดำริอย่างทรงกริ้ว ความไร้สามัคคีนี้ไม่เพียงจะทำให้กลุ่มต้องแตกสลายแต่ยังสร้างความวุ่นวายในระยะยาวอีกด้วย
“กะอีแค่ได้เป็นบ่าวในหอสมุดหลวง มันเชื่อถือได้ที่ไหนกัน”
เสียงโวยวายของคหบดียืนยันในสิ่งที่นิรเทวษทรงพระดำริ หากชายคนนี้เป็นคนรับใช้ในหอสมุดหลวงแสดงว่าเขาย่อมมีความเกี่ยวข้องกับศรายุธ...และรวมไปถึงเจ้าชายและชายากำมะลอนั่นด้วย
พระองค์ไม่ทรงทราบถึงเจตนาของพวกเขา พวกของศรายุธ ไม่สิ พวกของแม่ทัพใหญ่ต่างหาก พวกเขาอาจมีเล่ห์เหลี่ยมในการหว่านล้อมผู้คน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ต้องจัดการกับสิ่งวุ่นวายที่พวกเขาก่อขึ้น
พระองค์ทรงทราบแล้วว่าจะทำเช่นไร
ชายหนุ่มย่อตัวลงเล็กน้อยและเดินเข้าไปใกล้คหบดี เพราะเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนจำนวนมากทำให้ไม่มีใครใส่ใจพระองค์เลย
“เจ้าตัวตลกนั่นน่าขันมากว่าไหมนายท่าน ไม่มีสง่าราศีเลยสักนิด”
ราชตระกูลหนุ่มตรัสอย่างแผ่วเบา คหบดีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนยิ้มอย่างพอใจ เนื่องจากแม้จะยังคุมสติได้บ้างแต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด
“เจ้าเป็นใคร” คนรับใช้ของคหบดียืนขวางชายหนุ่มทันที แต่ผู้เป็นเจ้านายกลับผลักพวกเขาออกให้พ้นทาง
“พวกเจ้าไปที่อื่นก่อนไป” เขากล่าว
คนรับใช้ทำท่าอึกอักแต่ก็จำต้องยอมถอยแต่โดยดีเมื่อเห็นแววตาขึงโกรธของเจ้านาย
“ตาแหลมดีนี่น้องชาย” ชายร่างท้วมเอ่ยอย่างถูกใจ “เสียดายที่คนในเมืองไม่ฉลาดเหมือนอย่างเจ้า”
ริมฝีปากบนใบหน้าส่วนล่างที่โผล่พ้นหมวกเสื้อคลุมยิ้มรับอย่างถ่อมตน “ถ้าเป็นข้า ข้าอยากเห็นคนอย่างท่านเป็นหัวหน้ามากกว่า ท่านมีทั้งเงิน ทั้งอำนาจ และอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว”
คิ้วของคหบดีขมวดย่นอย่างเอะใจเมื่อถูกกล่าวชมเลิศเลอจึงเปลี่ยนเป็นเสียงแข็งทื่อ “ถึงพูดแบบนี้ข้าไม่มีอะไรให้เจ้าหรอกนะ เจ้าต้องการอะไร”
“ช้าก่อนนายท่าน ข้าต้องการเหมือนกับทุกคนนั่นก็คือกำจัด เจ้าชาย ออกไปให้พ้น” นิรเทวษฯ แสร้งทำเสียงตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้นระคนละอาย “ข้าเพียงคิดว่ามันคงจะดีกว่าหากท่านได้ความดีความชอบว่าเป็นคนกำจัดเจ้านั่นไปพ้นทาง
“ทุกคนในเมืองจะได้รู้จักท่านอย่างไรละขอรับ”
คหบดีพยักหน้าดูเหมือนอารมณ์ของเขาจะกลับมาดีดังเดิมแล้ว เจ้าชายหนุ่มจึงทรงฉวยโอกาสรีบตรัสต่อไป
“ท่านเป็นพ่อค้า ท่านคงรู้จักการสร้างข่าวเพื่อปั่นราคาสินค้าแน่ๆ” พระองค์ตรัสช้าๆ และเว้นจังหวะให้เขาคิด “ถ้าหากเราทำเช่นนั้นกับเจ้าชายบ้างละขอรับ ถ้าหากทุกคนทำเป็นว่าเจ้าชายเป็นตัวปลอม...”
“บางครั้งข่าวลือก็กลายเป็นความจริงได้”
ต้องใช้เวลานานพอสมควรทีเดียวกว่าคหบดีผู้เมามายจะคิดตามได้ เขาตอบทั้งรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบังทีเดียว
“ท่านควรจะพูดเดี๋ยวนี้” นิรเทวษฯ รีบตรัสบอกเพื่อบีบให้คหบดีทำตามแผนการทันที พระองค์ทุกชี้ไปทางวิทยาซึ่งกำลังปราศรัยเกี่ยวกับอนาคตที่ดีภายใต้การปกครองของเจ้ากรมหนังสือ “ไม่มีอะไรดีไปกว่าก็แย่งความสนใจในตอนนี้แล้วนะขอรับ”
“เดี๋ยวก่อนทุกท่าน!”
เมื่อได้ยินดังนั้นคหบดีก็กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดัง นิรเทวษฯ ทรงรีบถอยออกมาทันทีขณะที่ทุกคนค่อยๆ หันมาทางชายร่างท้วมอย่างเชื่องช้าเหมือนกับคลื่นบนผิวน้ำ
ชายนามว่าวิทยาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาพร้อมกับแกนนำคนอื่นๆ “เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ”
รอยยิ้มแสยะอย่างดูแคลนปรากฏบนใบหน้าของพ่อค้า “ข้ามีแผนการที่ดีกว่ามานำเสนอพวกท่าน”
เสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วลานโล่ง เหล่าแกนนำมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด
“พูดอะไรของเจ้านะ” เจ้าหน้าที่เก็บภาษีกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“ข้าพูดจริงนะ” คหบดีกล่าว “ข้าขอเสนอให้มีการวางแผนสร้างข่าวลือเรื่องเจ้าชายเป็นตัวปลอม”
ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าความคิดของคหบดีจะซึมลึกเข้าไปในความคิดของทุกคน ชายทุกคนส่งเสียงแสดงความเห็นกันอย่างเซ็งแซ่ แต่มีเพียงชายคนเดียวเท่านั้นที่นิรเทวษฯ ทรงสนพระทัยและในขณะนี้เขากำลังหน้าซีดเป็นไก่ต้ม
“ไร้สาระน่า” วิทยาตะโกนเสียงดังอย่างเผลอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ก่อนจะปรับเสียงให้หลายสั่น “เรื่องนี้จบแล้ว พวกเราจะรอคอยเจ้ากรมหนังสือ...”
“แล้วยังไง” คหบดีเถียงเสียงแข็งอย่างผู้เหนือกว่า “รอ รอจนกว่าชาวบ้านจะตายด้วยความอดอยากมากกว่านี้อย่างนั้นเหรอ”
สิ้นคำพูดของเขา ชายฉกรรจ์หลายคนก็ส่งเสียงรับอย่างเห็นด้วย วิทยาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ด้วยเสน่ห์ของเขาได้อีกต่อไปแล้ว
วิทยาหันมาหาแกนนำคนอื่นๆ เพื่อหวังให้เขาเห็นด้วยกับตนแต่ทุกคนกลับหลบตา
“เขาพูดถูกวิทยา ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว เรารอไม่ได้แล้ว” เจ้าหน้าที่เก็บภาษีกล่าวอย่างเสียใจก่อนตรงไปยังคหบดี “ มันเป็นความคิดที่ดีแต่เราทุกคนต้องปรึกษากันถึงรายละเอียด”
รอยยิ้มแห่งชัยชนะผุดบนริมฝีปากของคหบดี ในท้ายที่สุดคนพวกนี้ก็ต้องพึงเขาอยู่ดี
เจ้าชายหนุ่มมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินลึกเข้าไปในฝูงชน ไม่มีรอยแย้มสรวลบนพระพักตร์งามของพระองค์เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่าสิ่งนี้เพิ่งเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น
-----------------------------------------------------------------------------------
ขออภัยจริงๆ ค่ะที่อัพเดตล่าช้า
Tags: drama, fiction, novel, original, romance, นิยาย, เล่ห์รบกลรัก0 Comments