รูปเก่านะคะ (วันนี้ไปทำธุระแล้วแว้บเที่ยวแต่ดันลืมกล้องถ่ายรูป ง่าวได้อีก)


 
 
 
บทที่๓๐ ประกายไฟ



               เหมันต์ใกล้เข้ามาแล้ว ประชาชนทั้งหลายที่อาศัยอยู่หัวเมืองทางตอนเหนือต่างเร่งเก็บผลิตผลเพื่อจะได้อยู่รอดในฤดูกาลอันเลวร้ายซึ่งสายน้ำกลายเป็นน้ำแข็งและต้นไม้ต่างเปล่าเปลือย


               จำนวนของนักโทษมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านโดยเฉพาะคนที่ยากจนถูกบีบคั้นจนออกมาร้องเรียนโดยคิดอย่างสิ้นหวังว่าอย่างน้อยหากเข้าคุกแล้วก็ยังไม่อดตาย ซึ่งนั่นไม่เป็นความจริงเลย ผู้คุมกลุ่มใหม่ซึ่งเป็นคนของเจ้าชายสั่งงดอาหารพวกเขาอยู่บ่อยครั้งเพื่อถามถึงแกนนำซึ่งหลบหนีไปได้ทุกครั้ง


               เช้าวันหนึ่งซึ่งท้องฟ้าสีครามจัดจ้า ณ จัตุรัสกลางเมือง ชาวบ้านทั้งหลายที่ต่างพากันทำธุระแล้วขังตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ต่างพากันออกมายืนคอยล้อมรอบพื้นยกสูงกลางจัตุรัส การจลาจลที่มีมากขึ้นทุกวันทำให้ เจ้าชาย เลือกที่จะเชิญชาวบ้านมาฟังคำวินิจฉัยของพระองค์


               นิรเทวษฯ ซึ่งออกมาชุมนุมเหมือนกับทุกคนทรงทอดพระเนตรไปยังชาวบ้านทั้งหลาย บางคนสับสนงุนงง บางคนก็กำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียด มีเพียงไม่กี่คนรอคอยอย่างสงบ แต่สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงแน่พระทัยก็คือความโกรธแค้นที่ปรากฏอยู่ในแววตาของทุกคน


               พระองค์เองทรงรู้สึกชิงชังไม่ต่างจากพวกเขา แต่ต่างที่ทรงทราบว่า เจ้าชาย นั้นเป็นตัวปลอมที่หวังทำลายชื่อเสียงของพระองค์ พระองค์เชื่อว่า เจ้าชาย ไม่มีทางยอมผ่อนปรนแน่ แต่พระองค์ก็มิทรงทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปจึงได้แต่ทรงคอย


               กฤตยาเงยหน้าขึ้นและเห็นรอยหยาบจางๆ บนพระนลาฎจึงกุมพระหัตถ์ซ้ายไว้ให้แน่นขึ้น เจ้าชายทรงรู้สึกและทรงแย้มสรวลจางๆ ให้นางแต่นางก็ยังไม่ไว้ใจ หลังจากที่พระองค์ถูกจับขังนางต้องตั้งใจว่าจะจับตาดูพระองค์ตลอดเวลา


               หญิงสาวถอนหายใจ แต่เอาเข้าจริงนางก็ไม่รู้ว่าตนจะทำได้อย่างที่คิดหรือเปล่า


               เสียงของฝูงชนเงียบลงทันทีที่พวกเขาเห็นร่างของทหารที่คุมตัวภรรยาของเจ้าเมืองกับบุตรสาวตัวน้อยออกมา หากมองจากสภาพที่เห็นพวกนางยังคงดูสบายดีซึ่งตรงกันข้ามกับดวงหน้าซีดเซียวและตระหนกที่ปรากฏชัดเจนบนดวงหน้าของเด็กน้อยที่เกาะแม่ของเธอไว้แน่น


               สาวงามกล่าวกับบุตรสาวตัวน้อยซึ่งพยักหน้าทั้งตาแดงๆ จวนจะร่ำไห้แล้วตรงขึ้นไปยังพื้นยกสูงด้วยท่าทางง่อนแง่นอย่างคนตาบอดเพียงลำพัง เพราะไม่มีใครเข้าไปช่วยและไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ไม้เท้า นางจึงสะดุดล้มถึงสองครั้ง ทว่ากลับไม่มีใครหัวเราะนางเลย


               “ทุกคนคงรู้จักข้าดี” นางเอ่ยขึ้นมาท่ามกลางความเงียบด้วยความกล้าหาญแม้จะเจ็บขาก็ตาม ทุกคนตั้งใจฟังนางราวกับตกอยู่ในมนต์สะกด


               “ทุกคนต้องเชื่อในสิ่งที่ข้าพูด” แม่เมืองกล่าวด้วยเสียงที่ดังขึ้นและชัดขึ้น “ข้าเชื่อว่าทุกคนคงเป็นห่วงข้ากับครอบครัว ข้าขอบอกว่าพวกเราทุกคนสบายดี...”


               ภรรยาของเจ้าเมืองชะงักเล็กน้อยก่อนเอ่ยให้จบความ นางดูลำบากใจมากทีเดียว


               “ทั้งหมดเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ชาย พระองค์ไม่ใช่ศัตรูของพวกเราแต่อย่างใด ข้าจึงขอให้พวกท่านทั้งหมดอยู่ในความสงบด้วย”


               ความเงียบยังคงดำเนินต่อไปเพราะทุกคนต่างตะลึงในคำพูด มันไม่ใช่เพราะความสงบซึ่งเกิดจากความเข้าใจแต่อย่างใด เพราะหลังจากนั้นชาวบ้านทุกคนต่างก็มองกันและกันด้วยความหวาดผวาและขุ่นเคือง


               เจ้าชายทรงทอดพระเนตรร่างบางโดดเดี่ยวท่ามกลางสายลมหนาวของหญิงสาวผู้เข้มแข็งซึ่งถูกพาตัวลงไปทันที ไม่ต้องผ่านประสบการณ์เจรจามามากมายก็ทรงทราบว่าสิ่งที่นางพูดนั้นถูกเขียนขึ้นและนางซึ่งเป็นที่รักของชาวบ้านก็ถูกบังคับให้ออกมาพูด


               พระหัตถ์กำแน่นจนพระนขาจิกเข้าไปในฝ่าพระหัตถ์ ในยามนี้พระองค์ไม่ทรงสนพระทัยในเกียรติภูมิของพระองค์แล้ว ความโหดร้ายอย่างอยุติธรรมตรงหน้าทำให้พระองค์โกรธแค้นเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ


               เจ้าจะทำเช่นนี้ต่อไปเพื่ออะไรในเมื่อเจ้าชนะแล้ว... พระองค์ทรงพระอนุสรณ์ถึงอดีตพระสหาย


               นัยน์ตาสีเทาเข้มจ้องมองมาที่ทางขวามือจึงเห็นพระโลหิตที่หยดจากพระหัตถ์ นางปล่อยพระหัตถ์ซ้ายและจับข้อพระหัตถ์ขวา เจ้าชายทรงสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกสัมผัสอุ่นๆ นั้น ทรงหันมาแล้วสบดวงตาของผู้ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาซึ่งมองมาที่พระองค์


               “ผมขอโทษ” พระองค์ตรัสอย่างรวดเร็วและทรงหันไปทางอื่น พระองค์ไม่ทรงเข้าพระทัยเหมือนกันว่าทำไมต้องทรงทำเช่นนั้น บางทีมันอาจเป็นเพราะว่าดวงตาของนางช่างดูเศร้าเหลือเกิน


               กฤตยาไม่ว่าอะไรนอกจากหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนพันพระหัตถ์ถวายอย่างเงียบเชียบ ริมฝีปากของนางเม้มแน่นด้วยกลัวว่าเสียงครวญด้วยความร้าวรานจะเล็ดลอดออกมา


               ทั้งหมดเป็นเพราะพวกนางเอง ถ้ามารดาของเขาไม่ต้องแต่งงานกับราชาเฒ่านั่น เขาก็คงไม่ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดเช่นนี้


               เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้นทางด้านซ้ายมือ ทั้งสองหันไปพบว่าฝูงชนเริ่มเบียดเสียดมาทางพวกเขาเพื่อขยายวงกว้าง นิรเทวษฯ ทรงจับข้อมือของหญิงสาวไว้ ด้วยพระวรกายที่สูงทำให้พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนนาง


               ชายชราคนหนึ่งซึ่งมีร่างกายผอมจนเห็นซี่โครงได้ชัดเจนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสกปรกชูหุ่นที่ทำจากฟางซึ่งเสียบบนเสาไม้ขึ้นมาขณะที่มือซ้ายชูคบเพลิงขึ้นมา แม้จะไม่มีรายละเอียดอะไรมากนักแต่ทุกคนก็ดูออกว่ามันเป็นหุ่นที่ถูกทำเป็นรูปร่างของคนสองคนซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เจ้าชายกับพระชายา


               “ทรราช!


               เขาตะโกนเสียงดังพอที่จะทำให้ทุกคนในจัตุรัสได้ยินก่อนลงมือเผาหุ่นตรงหน้าท่ามกลางความตื่นตระหนกของผู้คน


               และสิ่งนี้เองที่เปรียบเสมือนประกายไฟที่จะเผาทุ่งหญ้าฤดูแล้งให้มอดไหม้ ทหารรีบวิ่งเข้ามาจัดการกับชายชราทันที ทว่าโชคร้ายที่ผู้ที่ทหารตรงเข้าทำร้ายไม่ได้มีเพียงผู้ก่อเหตุเท่านั้น ทหารยังเข้าจู่โจมผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อีกด้วยเพื่อหวังขับไล่พวกเขาออกไป


               ประชาชนต่างหนีตายกันอย่างไร้สติ พวกเขาได้แต่วิ่งและวิ่งจนลืมคนรอบข้าง เจ้าชายทรงรีบคว้าร่างของกฤตยาและพานางออกมาจากเหตุการณ์ทันที แต่พวกเขาอยู่กลางวงล้อมของฝูงชนจึงออกไปได้ยาก


               กรวดก้อนเล็กกระทบพระเพลาด้านขวาทำให้นิรเทวษฯ ทรงหันไปก็พบชายที่คุ้นตาในวงเหล้ากำลังกวักมือเรียกให้ไปทางตรอกซึ่งปลายตัน เจ้าชายหนุ่มทรงไม่มีทางเลือกนอกจากเสด็จตามเขาไป


               ชายคนนั้นดันแผ่นหลังของทั้งสองไปทางซ้ายซึ่งเป็นเพิงเก็บเครื่องมือการเกษตร ทั้งสองสะดุดธรณีประตูเล็กน้อยก่อนเข้ามาในเพิงนั้น ผู้ช่วยเหลือรีบปิดประตูและใส่กลอนจนแน่นหนา


               กฤตยาจับพระหัตถ์ของเจ้าชายเพื่อทรงตัวยืนขึ้น ขณะชายคนนั้นดันตู้ไม้ไปให้พ้นทางก่อนดึงพรมขึ้นและดึงประตูห้องใต้ดินขึ้นมา


               “ลงไปเร็วเข้า”
 

               เขากล่าวอย่างร้อนใจกฤตยาและนิรเทวษฯ มีเวลามองหน้ากันเพียงชั่วเดียวก่อนตัดสินใจทำตามสิ่งที่เขาพูด


               แสงเทียนสว่างวาบจากสุดปลายบันได ชายหนุ่มและหญิงสาวมองผู้ชายนับสิบที่กำลังนั่งสนทนากันอย่างเคร่งเครียดภายในห้องใต้ดินซึ่งควรจะเป็นห้องเก็บอาหารแต่กลับไม่มีอะไรนอกจากเตาไฟ โต๊ะและเก้าอี้หลายตัว


               เจ้าของดวงตาสีเทาเข้มตั้งสติและกวาดตามองพวกเขา กฤตยารู้จักพวกเขาเช่นเดียวกับทุกคนในเมือง เกือบทุกคนเป็นผู้มีอิทธิพลของเมือง และหลายคนก็ดูไม่พอใจที่เห็นนางด้วย


               “แกเอาผู้หญิงมาทำไม” ชายคนหนึ่งซึ่งนางจำได้ว่าเป็นหนึ่งในพ่อค้าผู้ร่ำรวยที่สุดในภูมิภาคทางเหนือเอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “แม่พวกนี้ไม่เคยหุบปากได้เลย”


               นิรเทวษฯ ก้าวมาข้างหน้าและจ้องชายร่างท้วมเขม็ง “แล้วมีปัญหาหรือไง”


               “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”


               ชายคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ลุกขึ้นและเข้ามาแทรกระหว่างทั้งสาม “เรื่องมันแล้วก็แล้วไปเถอะน่า”


               คหบดีผู้ฉุนเฉียวสะบัดมือที่แตะบ่าของตนทิ้งอย่างรังเกียจและเดินจากไป


               ผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยยิ้มให้กฤตยาซึ่งยิ้มตอบโดยอัตโนมัติ เขามีผมและตาสีดำสนิทเหมือนคนทางเหนือแต่นางกลับไม่เคยคุ้นใบหน้าของเขาเลยสักนิด บางทีเขาอาจไม่ใช่ชาวเมือง


               “เจ้าคงยังไม่รู้จักข้า” เขากล่าว “ข้าชื่อวิทยา เป็นชาวเมืองกาสารเหมือนทุกคนเพียงแต่ข้าย้ายไปทำงานนอกเมืองนะ”


               เจ้าชายทรงทอดพระเนตรยังเขา จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้พระองค์ทรงเลือกที่จะไม่ไว้ใจเขา เขาดูมั่นใจมากเกินไป “นี่มันเกิดอะไรขึ้น”


               “นี่คือคำตอบของพวกเราอย่างไรเล่าพ่อหนุ่ม” ชายอีกคนตอบแทนเขา พระองค์ทรงพระอนุสรณ์ได้ว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่เก็บภาษีของเมือง ริ้วรอยและความเหนื่อยล้าจากความกดดันในอาชีพทำให้เขาดูทรุดโทรมมาก “เราไม่อาจภักดีกับภัยที่คุกคามเราได้อีกต่อไปแล้ว”


               ชายหนุ่มไม่แปลกใจกับคำตอบของพวกเขานัก เขาเดาได้ในทันทีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดต้องจบลงด้วยการลุกฮือของประชาชน ทว่าเขาเกรงว่ามันจะปราศจากสติและจบลงอย่างการเอาน้ำมันเทราดเพลิงร้ายที่กำลังเผาบ้านจนมอดไหม้


               เจ้าหน้าที่เก็บภาษีเห็นความเครียดบนใบหน้าของมาณพก็รีบดันแผ่นหลังของเขาไปให้พ้นจากกฤตยา “พวกเราเลือกเจ้าเพราะพวกเราเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาด ถึงเจ้าเป็นคนต่างถิ่นแต่เจ้าก็กล้าหาญที่กล้าต่อต้านพวกเขา ศิลา พวกเราทุกคนต้องการชายหนุ่มอย่างเจ้า”


               ความรู้สึกร้อนผ่าวคล้ายกับยินดีผุดขึ้นในใจของชายหนุ่มเพียงชั่วแวบเดียวก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกผิด จริงอยู่ที่ประชาชน ไม่สิ คนพวกนี้ไว้ใจเขา แต่มันก็เป็นความผิดของเขาที่ทำให้ราษฎรต้องเดือดร้อน


               เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้ง ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก้าวลงมาอย่างเร่งร้อน เสื้อผ้าของเขายับย่นและมีรอยถลอกตามร่างกาย


               “การจลาจลสงบแล้ว” เขาแจ้งข่าวให้ทุกคนทราบเพื่อจะได้ทะยอยกันออกจากที่ซ่อน


               ชายแปลกหน้าเข้ามาจับบ่าของนิรเทวษฯ แล้วกระซิบ “นี่คือการแจ้งข่าวเท่านั้น เราอยากให้เจ้าเชื่อ มาพบพวกเราที่หลุมศพของครอบครัวคหบดี ที่สุสานนอกเมืองตอนเที่ยงคืน แล้วก็อย่าพาพี่สาวของเจ้ามาละ กันหล่อนให้พ้นจากเรื่องนี้ซะคนพวกนี้ไม่พอใจนักหรอก”


               ทั้งสองมองตากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปกับชายอีกคน


               กฤตยาเดินเข้ามาหาสามีในนามของตนเพื่อกลับออกไปด้วยกัน ทั้งคู่ออกจากความมืดสู่แสงสว่างยามกลางวันที่เผยให้เห็นภาพอันโหดร้ายบนถนน ผู้คนมากมายซึ่งได้รับบาดเจ็บและไม่สามารถหลบหนีได้ทันกำลังถูกพวกทหารกวาดต้อนไปยังปราสาท


               เจ้าชายทรงปรารถนาเหลือเกินว่าพระองค์จะทรงสามารถเข้าไปขัดขวางสิ่งนี้ได้ ทว่ามันกลับถูกปฏิเสธด้วยมือของกฤตยาที่คว้าพระองค์เอาไว้ นางส่ายหน้าและให้พระองค์เสด็จกับนางไปอีกทาง สิ่งที่นางทำนั้นถูกต้องเพราะสิ่งที่พระองค์อยากจะทรงทำนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง


               ราชตระกูลหนุ่มทรงคว้ามือของนางกุมไว้จนกฤตยาสัมผัสได้ว่ามันกำลังขยับด้วยความกังวล หญิงสาวทำได้เพียงบีบมือตอบ นางรู้ว่าสิ่งที่ตามมานั้นคืออะไรและนางไม่มีกำลังใดๆ ที่จะขัดขวาง


               การต่อต้านของประชาชนเกิดขึ้นแล้ว
 
 

---***~~ *** ~~***---
 
 
               เสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นทั่วโรงนาด้านหลังกระท่อมของแม่หมอแม้ระฆังใหญ่ของปราการจะตีบอกเวลาห้าทุ่มแล้วก็ตาม มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการจลาจลมากมายที่เป็นคนยากไร้ พวกเขาซึ่งถูกขูดรีดภาษีไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาของแพทย์ในเมืองจึงพากันมาขอความช่วยเหลือจากแม่หมอ


               มารดาของเด็กคนหนึ่งร่ำไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นลูกน้อยของตนสิ้นลม กฤตยาดึงหญิงสาวให้ออกมาจากศพซึ่งนิรเทวษกำลังจะจับใส่ห่อผ้าเพื่อนำไปวางรวมกับศพอื่นๆ ด้านนอก พระเนตรสีดำสนิททอดยังร่างไร้วิญญาณของเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งถูกเหยียบจนซี่โครงหักทิ่มปอด ใบหน้าบวมช้ำของนางไม่มีความน่ารักหลงเหลืออยู่เลย สิ่งนี้ทำให้พระองค์ทรงกริ้วเพราะนี่ไม่ควรเป็นชะตากรรมของเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่ง


               “ขอโทษด้วยนะ” พระองค์ตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบาแต่เปี่ยมด้วยความรู้สึกก่อนวางร่างในมือลงกับพื้นอย่างอ่อนโยน


               กฤตยาซึ่งผละออกจากมารดาของเด็กก้าวออกมาจากโรงนาก็พบว่าชายหนุ่มกำลังกุมศีรษะด้วยความอ่อนล้าอยู่จึงรีบเดินเข้ามาหา


               นางอยากพูดเหลือเกินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของเขาแต่ก็ต้องเก็บมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของจิตใจเพราะรู้ว่ามันคงไม่ต่างจากคำปลอบใจที่ทำให้เขารู้สึกแย่ลง


               นิรเทวษฯ ทรงทราบว่าหญิงสาวเดินตามมาจึงทรงตัดสินพระทัยหันพระปฤษฎางค์ให้นางเสีย พระองค์ไม่ทรงต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแออันน่ารังเกียจของพระองค์


               “ผมจะออกไปสูดอากาศหน่อย” พระองค์ตรัสด้วยเสียงแปร่งปร่าเล็กน้อย


               หญิงสาวพยักหน้าก่อนหยิบเสื้อคลุมสีน้ำตาลเข้มซึ่งตนฉวยมาห่มให้เขาจากด้านหลังซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่นางสามารถทำได้ “คืนนี้อากาศหนาว รีบกลับหน่อยนะคะ”


               เจ้าชายเสด็จออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็วต้นไม้สูงใหญ่ของชานเมืองชนบททำให้บรรยากาศดูน่ากลัว นอกจากเสียงของคลอกับเสียงนกแสกและสายลมหนาวที่แสนวังเวงแล้วก็มีเพียงเสียงฝีพระบาทของพระองค์เท่านั้น


               ถึงกระนั้นพระองค์มิทรงสนพระทัย ความสับสนทำให้พระองค์ทรงพระดำริอะไรไม่ออกนอกจากสั่งการให้พระวรกายขยับไปข้างหน้าเท่านั้น


               สุสานยามค่ำนั้นดูน่าขนลุก ทว่าสำหรับเจ้าชายหนุ่มแล้ววิญญาณของผู้วายชนม์ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเหมือนมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่


               หมู่อาคารฝังเถ้าของคหบดีนั้นเรียงรายเป็นทิวแถวอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางแสงจันทร์ พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นเงาของสัปเหร่อซึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าอาคารหลังหนึ่ง เขาไม่ดูเหมือนสัปเหร่อซึ่งใช้เวลาว่างไปกับสุราแต่ชยผู้นี้กำลังรอคอยใครสักคนและใครคนนั้นก็คือพระองค์เอง


               “ตามข้ามา” สัปเหรอกล่าวก่อนนำทางลึกเข้าไปในป่าใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็เห็นแสงไฟจากกองเพลิงท่ามกลางหมู่ไม้ใหญ่ในลานโล่ง


               เจ้าชายหนุ่มมองฝูงชนที่รายล้อมกองไฟนั้นก็พบว่ามีชายจำนวนมากมายราวกับกองทัพขนาดย่อม และใบหน้าเหล่านั้นมีหลายใบหน้าที่เขาไม่คุ้นเคยรวมอยู่ด้วย


               ร่างสวมเสื้อคลุมของผู้ไกล่เกลี่ยยามเช้าก้าวตรงมายังชายหนุ่มนามศิลา “ยินดีต้อนรับ”


               นิรเทวษฯ ทรงแย้มพระโอษฐ์สนองทว่าไม่ได้ตรัสทักทายเนื่องจากเพียงครู่เดียวก็มีคนมากมายมารุมล้อมชายคนนั้นเสียแล้ว


               ชายหนุ่มดึงหมวกเสื้อคลุมลงและแฝงกายไปกับคนอื่นๆ เพื่อสืบหาข้อมูลจากคนอื่นนอกจากแกนนำ โชคร้ายที่พระวรกายนั้นสูงมากพระองค์จึงต้องเดินออกไปไกลจากพวกหัวหน้ากลุ่มพอสมควร


               ทว่าก่อนที่เขาจะได้ทันเอ่ยปากถามไถ่ใครสักคน วิทยาก็เข้ามายืนกลางวงล้อมพร้อมเรียกให้ทุกคนหันมาฟัง


               “สวัสดีพี่น้องทุกท่าน” เขากล่าวและเสียงสนทนาของทุกคนก็เงียบราวกับถูกสะกด “ก่อนอื่นข้าต้องขอประกาศว่าตอนนี้เมียข้าเริ่มเอาชุดชั้นในไปขายเพื่อไปจ่ายภาษีแล้ว”


               ทุกคนหัวเราะครืนกับมุกขำขันนั่นนิรเทวษฯ ทรงฟังไม่ใช่เพราะทรงโอนอ่อนไปกับการพูดแต่เป็นเพราะลักษณะการพูดของเขาซึ่งทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยมาก เขาเลือกที่จะเบียงประเด็นไปทางอื่นโดยไม่เข้าสู่จุดมุ่งหมายทันทีและมันก็เป็นไปอย่างพอดีเสียด้วย


               “ได้เวลาเข้าเรื่องกันเสียที” แกนนำคนนั้นกระแอมอย่างเคร่งขรึม “ข้าเห็นควรว่าเราควรพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า การกระทำของพ่อเฒ่าเป็นเรื่องกล้าหาญมากแต่ก็โง่มากด้วยข้าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก”


               ดวงตาสีดำสนิทของชายคนนั้นทอดลงต่ำเช่นเดียวกับใบหน้าเศร้าสร้อย “เรามาแสดงความเคารพด้วยการสงบนิ่งร่วมกันเถอะ”


               เสียงถอนหายใจแรงๆ อย่างจงใจดังขึ้นที่ด้านหลังต้นไม้ซึ่งพระปฤษฎางค์พิงอยู่ พระเนตรสีดำสนิทราวกับปีกแมลงจึงทอดไปยังร่างอ้วนกลมของคหบดีที่กำลังเมามายครู่หนึ่ง เป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคนที่ย่อมมีความริษยาในจิตใจโดยเฉพาะความอิจฉาในอำนาจซึ่งมีอยู่ทุกแห่งหน


               “เอาละ” วิทยาพูดอย่างกระฉับกระเฉงก่อนหยิบกระดาษหนังม้วนหนึ่งออกจากย่ามชูขึ้นสูง “ในตอนนี้พวกเราได้ร่างฎีกาเรื่องเจ้ากาดำจอมยโสนั่นถึงเจ้ากรมหนังสือเสร็จแล้ว”


               ชายชาญทุกคนโห่ร้องรับด้วยความยินดี นิรเทวษฯ ทรงรู้สึกไม่สบายใจเลยชายคนนี้เป็นคนรู้จักพูดโน้มน้าวจิตใจของผู้คนมาก ไม่เฉพาะการสรรคำพูดเท่านั้นหากรวมถึงการควบคุมจังหวะ อารมณ์และน้ำเสียงด้วย แม้พระองค์ทรงพระปรีชาในเรื่องการจับผิดคนทว่าพระองค์ก็ไม่ทรงทราบเลยว่าเขากำลังโป้ปดหรือพูดจากความรู้สึกภายในอย่างแท้จริงกันแน่


               เสียงแก้วแตกดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจ้าชายหันไปมองคหบดีคนนั้นเต็มตาก็พบว่าแก้วที่แตกนั้นคือขวดเหล้าซึ่งหมดแล้วนั่นเอง


               “ดีใจไปเถอะไอ้คางคกขึ้นวอ” ชายร่างท้วมคำราม


               คนรับใช้ซึ่งอยู่ข้างๆ พยายามกล่อมให้เจ้านายของตนอารมณ์เย็นลง “นายท่านพูดแบบนี้ไม่ดีนะขอรับ”


               “เรื่องของข้าน่า” ถึงจะโมโหและดื่มจัดแต่คหบดีก็ยังทรงตัวอยู่ได้ “เจ้านั่นมันมาทีหลังแต่แย่งความสำคัญของข้าไปหมด ทั้งที่ข้าเป็นหนึ่งในผู้สมคบกลุ่มแรกแท้ๆ”


               เจ้าชายทรงพระดำริอย่างทรงกริ้ว ความไร้สามัคคีนี้ไม่เพียงจะทำให้กลุ่มต้องแตกสลายแต่ยังสร้างความวุ่นวายในระยะยาวอีกด้วย


               “กะอีแค่ได้เป็นบ่าวในหอสมุดหลวง มันเชื่อถือได้ที่ไหนกัน”


               เสียงโวยวายของคหบดียืนยันในสิ่งที่นิรเทวษทรงพระดำริ หากชายคนนี้เป็นคนรับใช้ในหอสมุดหลวงแสดงว่าเขาย่อมมีความเกี่ยวข้องกับศรายุธ...และรวมไปถึงเจ้าชายและชายากำมะลอนั่นด้วย


               พระองค์ไม่ทรงทราบถึงเจตนาของพวกเขา พวกของศรายุธ ไม่สิ พวกของแม่ทัพใหญ่ต่างหาก พวกเขาอาจมีเล่ห์เหลี่ยมในการหว่านล้อมผู้คน ถึงกระนั้นพระองค์ก็ต้องจัดการกับสิ่งวุ่นวายที่พวกเขาก่อขึ้น


               พระองค์ทรงทราบแล้วว่าจะทำเช่นไร


               ชายหนุ่มย่อตัวลงเล็กน้อยและเดินเข้าไปใกล้คหบดี เพราะเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนจำนวนมากทำให้ไม่มีใครใส่ใจพระองค์เลย


               “เจ้าตัวตลกนั่นน่าขันมากว่าไหมนายท่าน ไม่มีสง่าราศีเลยสักนิด”


               ราชตระกูลหนุ่มตรัสอย่างแผ่วเบา คหบดีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนยิ้มอย่างพอใจ เนื่องจากแม้จะยังคุมสติได้บ้างแต่ก็ไม่ได้ทั้งหมด


               “เจ้าเป็นใคร” คนรับใช้ของคหบดียืนขวางชายหนุ่มทันที แต่ผู้เป็นเจ้านายกลับผลักพวกเขาออกให้พ้นทาง


               “พวกเจ้าไปที่อื่นก่อนไป” เขากล่าว


               คนรับใช้ทำท่าอึกอักแต่ก็จำต้องยอมถอยแต่โดยดีเมื่อเห็นแววตาขึงโกรธของเจ้านาย


               “ตาแหลมดีนี่น้องชาย” ชายร่างท้วมเอ่ยอย่างถูกใจ “เสียดายที่คนในเมืองไม่ฉลาดเหมือนอย่างเจ้า”


               ริมฝีปากบนใบหน้าส่วนล่างที่โผล่พ้นหมวกเสื้อคลุมยิ้มรับอย่างถ่อมตน “ถ้าเป็นข้า ข้าอยากเห็นคนอย่างท่านเป็นหัวหน้ามากกว่า ท่านมีทั้งเงิน ทั้งอำนาจ และอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว”


               คิ้วของคหบดีขมวดย่นอย่างเอะใจเมื่อถูกกล่าวชมเลิศเลอจึงเปลี่ยนเป็นเสียงแข็งทื่อ “ถึงพูดแบบนี้ข้าไม่มีอะไรให้เจ้าหรอกนะ เจ้าต้องการอะไร”


               “ช้าก่อนนายท่าน ข้าต้องการเหมือนกับทุกคนนั่นก็คือกำจัด เจ้าชาย ออกไปให้พ้น” นิรเทวษฯ แสร้งทำเสียงตะกุกตะกักด้วยความตื่นเต้นระคนละอาย “ข้าเพียงคิดว่ามันคงจะดีกว่าหากท่านได้ความดีความชอบว่าเป็นคนกำจัดเจ้านั่นไปพ้นทาง


               “ทุกคนในเมืองจะได้รู้จักท่านอย่างไรละขอรับ”


               คหบดีพยักหน้าดูเหมือนอารมณ์ของเขาจะกลับมาดีดังเดิมแล้ว เจ้าชายหนุ่มจึงทรงฉวยโอกาสรีบตรัสต่อไป


               “ท่านเป็นพ่อค้า ท่านคงรู้จักการสร้างข่าวเพื่อปั่นราคาสินค้าแน่ๆ” พระองค์ตรัสช้าๆ และเว้นจังหวะให้เขาคิด “ถ้าหากเราทำเช่นนั้นกับเจ้าชายบ้างละขอรับ ถ้าหากทุกคนทำเป็นว่าเจ้าชายเป็นตัวปลอม...”


               “บางครั้งข่าวลือก็กลายเป็นความจริงได้”


               ต้องใช้เวลานานพอสมควรทีเดียวกว่าคหบดีผู้เมามายจะคิดตามได้ เขาตอบทั้งรอยยิ้มด้วยความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบังทีเดียว


               “ท่านควรจะพูดเดี๋ยวนี้” นิรเทวษฯ รีบตรัสบอกเพื่อบีบให้คหบดีทำตามแผนการทันที พระองค์ทุกชี้ไปทางวิทยาซึ่งกำลังปราศรัยเกี่ยวกับอนาคตที่ดีภายใต้การปกครองของเจ้ากรมหนังสือ “ไม่มีอะไรดีไปกว่าก็แย่งความสนใจในตอนนี้แล้วนะขอรับ”


               “เดี๋ยวก่อนทุกท่าน!”


               เมื่อได้ยินดังนั้นคหบดีก็กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดัง นิรเทวษฯ ทรงรีบถอยออกมาทันทีขณะที่ทุกคนค่อยๆ หันมาทางชายร่างท้วมอย่างเชื่องช้าเหมือนกับคลื่นบนผิวน้ำ


               ชายนามว่าวิทยาเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาพร้อมกับแกนนำคนอื่นๆ “เจ้ามีอะไรจะพูดหรือ”


               รอยยิ้มแสยะอย่างดูแคลนปรากฏบนใบหน้าของพ่อค้า “ข้ามีแผนการที่ดีกว่ามานำเสนอพวกท่าน”


               เสียงอื้ออึงดังขึ้นทั่วลานโล่ง เหล่าแกนนำมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด


               “พูดอะไรของเจ้านะ” เจ้าหน้าที่เก็บภาษีกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ


               “ข้าพูดจริงนะ” คหบดีกล่าว “ข้าขอเสนอให้มีการวางแผนสร้างข่าวลือเรื่องเจ้าชายเป็นตัวปลอม”


               ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าความคิดของคหบดีจะซึมลึกเข้าไปในความคิดของทุกคน ชายทุกคนส่งเสียงแสดงความเห็นกันอย่างเซ็งแซ่ แต่มีเพียงชายคนเดียวเท่านั้นที่นิรเทวษฯ ทรงสนพระทัยและในขณะนี้เขากำลังหน้าซีดเป็นไก่ต้ม


               “ไร้สาระน่า” วิทยาตะโกนเสียงดังอย่างเผลอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ก่อนจะปรับเสียงให้หลายสั่น “เรื่องนี้จบแล้ว พวกเราจะรอคอยเจ้ากรมหนังสือ...”


               “แล้วยังไง” คหบดีเถียงเสียงแข็งอย่างผู้เหนือกว่า “รอ รอจนกว่าชาวบ้านจะตายด้วยความอดอยากมากกว่านี้อย่างนั้นเหรอ”


               สิ้นคำพูดของเขา ชายฉกรรจ์หลายคนก็ส่งเสียงรับอย่างเห็นด้วย วิทยาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ด้วยเสน่ห์ของเขาได้อีกต่อไปแล้ว


               วิทยาหันมาหาแกนนำคนอื่นๆ เพื่อหวังให้เขาเห็นด้วยกับตนแต่ทุกคนกลับหลบตา


               “เขาพูดถูกวิทยา ฤดูหนาวใกล้เข้ามาแล้ว เรารอไม่ได้แล้ว” เจ้าหน้าที่เก็บภาษีกล่าวอย่างเสียใจก่อนตรงไปยังคหบดี “ มันเป็นความคิดที่ดีแต่เราทุกคนต้องปรึกษากันถึงรายละเอียด”


               รอยยิ้มแห่งชัยชนะผุดบนริมฝีปากของคหบดี ในท้ายที่สุดคนพวกนี้ก็ต้องพึงเขาอยู่ดี


               เจ้าชายหนุ่มมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินลึกเข้าไปในฝูงชน ไม่มีรอยแย้มสรวลบนพระพักตร์งามของพระองค์เพราะพระองค์ทรงทราบดีว่าสิ่งนี้เพิ่งเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น
 
 
-----------------------------------------------------------------------------------
 
ขออภัยจริงๆ ค่ะที่อัพเดตล่าช้า
 






บทที่๒๙ ทาส




    สมุหนายกแห่งเวียงราชันกำลังวุ่นวายกับกองเอกสารมหึมาบนโต๊ะ ณ ห้องทำงานในกรมการปกครอง หากในใจครุ่นคิดถึงชะตากรรมของเจ้านายที่ตนเทิดทูนซึ่งอยู่ไกลแสนไกล


    ข่าวจากทางเหนือนั้นเป็นเรื่องน่าหวั่นวิตกอย่างยิ่ง เพราะเจ้าชายไม่ทรงเป็นที่นิยมของชาวบ้านเอาเสียเลย ซึ่งผิดวิสัยของอดีตลูกศิษย์ที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง แม้นิรเทวษราชธิบดีจะทรงรั้นและมักทรงตามพระทัยพระองค์เอง แต่ในยามจำเป็นพระองค์ก็ทรงมีเล่ห์เหลี่ยมมากพอที่ทำให้พระองค์เป็นที่โปรดปรานของผู้คนเสมอ


    เขาเคยคิดว่าบางทีมันอาจเป็นเพราะ นางตัวร้าย ที่พระองค์ถูกบีงคับให้อภิเษกสมรสด้วย แต่หากมองอย่างเป็นกลางแล้ว การทำลายตนเองก็ไม่ใช่นิสัยของนางเหมือนกัน


    ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าชายที่ทรงพระปรีชาขนาดนั้นไม่มีทางหลงกลนางตัวปัญหานั่นอย่างแน่นอน พระองค์ทรงรักบ้านเมืองเหนือสิ่งอื่นใด ในยามวิกฤติเช่นนี้พระองค์ไม่มีทางทำตนเองให้เสื่อมเสียอย่างคนเขลาเช่นนั้นแน่


    เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ มือที่จับปากกาชะงักบนเอกสารฉบับสุดท้ายเมื่อเห็นผู้มาเยือนที่เข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต


    “ใต้ฝ่าละอองพระบาท” เขากัดฟันถวายบังคมอย่างจำใจ


    เจ้ากรมหนังสือหรืออีกนัยหนึ่งสมเด็จพระยุพราชแห่งเวียงราชันก้าวเข้ามาเผชิญหน้ากับสมุหนายกพร้อมกับเอกสารในมือ


    ดวงตาสีดำสนิทที่แดงก่ำเพราะมิอาจหลับสนิทมองขุนนางร่างท้วมโดยปราศจากความเกลียดชัง


    “ข้าอ่านฎีกาจบแล้ว” เจ้าชายพระองค์ใหม่ตรัสทั้งวางเอกสารบนโต๊ะ “ข้าอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรในปีที่ผ่านมาด้วย”


    สมุหนายกพยักหน้ารับอย่างขอไปที ประกาศอย่างชัดเจนว่าไม่มีทางยอมรับชายผู้มีไขว่ขว้าอำนาจโดยมิชอบด้วยการกำจัดคนที่เขาเคารพที่สุด


    ทว่าสาเหตุที่เขากล้าทำเช่นนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ความรักที่มีต่ออดีตลูกศิษย์เท่านั้น ทันทีที่พระราชาประกาศแต่งตั้งเจ้ากรมหนังสือขึ้นเป็นพระราชบุตรบุญธรรมและรัชทายาทแห่งบัลลังก์นั้นไม่ได้หมายถึงชัยชนะของขุนนางชั่วแต่อย่างใด


    แม้ศรายุธมีจิตใจอ่อนแอแต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่เขลาที่ยอมให้อำนาจแก่พวกเดียวกันเพียงฝ่ายเดียว เขาอาจจะเสนอทองคำให้พวกนั้น แต่ก็ยังยอมปล่อยให้อำนาจกระจายไปยังผู้ที่ไม่นิยมในตัวเขาเช่นเดิม เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจไม่ให้พรรคพวกของตนก้าวก่ายกับการปกครองและชักเชิดเขาเป็นหุ่นละครทางการเมืองอย่างที่ต้องการ


    เจ้าพระยามนตรีผู้เป็นสมุหนายก เป็นขุนนางที่เปี่ยมด้วยความสามารถอย่างหาตัวจับได้ยาก และเพราะความที่อยู่ในราชสำนักมาอย่างยาวนานทำให้ไม่มีใครสามารถกำจัดเขาให้พ้นทางได้ เจ้ากรมหนังสือจึงไม่มีทางเลือกนอกจากให้อำนาจแก่เขาเพื่อต้านทานกำลังของอีกฝ่ายและเพื่อให้งานราชการดำเนินต่อไป


    “เรื่องบัญชีค่าใช้จ่ายภายในวังท่านทำเสร็จหรือยัง” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง


    สมุหนายกก้มหน้าคำนับ “ข้าพระพุทธเจ้าจะเร่งให้เสร็จพระพุทธเจ้าค่า”


    ศรายุธพยักหน้ารับก่อนเดินออกจากห้องทำงานนั้น เขาเองก็ไม่มองหน้าอีกฝ่ายเช่นกัน เพราะความบาดหมางในอดีตนั้นมีมากเกินไป


    เสียงเอะอะจอแจดังขึ้นทั่วบริเวณพระที่นั่งว่าราชการเช่นเดียวกับเขตพระราชฐานชั้นนอก นางกำนัลและคนงานทั้งหลายถูกเรียกตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการอภิเษกสมรสในอีกสิบวันข้างหน้า ดอกไม้ไฟถูกเตรียมไว้ในอาคารด้านหลังพระอุทยานส่วนนอก ในขณะที่ผ้าไหมและของตกแต่งชั้นดีถูกประดับตามที่ต่างๆ อย่างเหมาะสมและสง่างาม เครื่องโลหะที่ตั้งวางไว้ถูกขัดจนสะท้อนแสงเป็นประกายวับเช่นเดียวกับผ้าและขนสัตว์ที่ถูกทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่


    “ถวายบังคมเพคะ” เหล่านางกำนัลถวายบังคมอย่างสวยงาม แต่ด้วยท่าทางที่คงสู้มหาดเล็กที่ยืดอกและช้อนสายตาขึ้นหมายจะเป็นคนโปรดไม่ได้


    เจ้ากรมหนังสือเมินหน้าหนีด้วยความอับอาย ดูเหมือนเรื่องรสนิยมทางเพศของเขาจะเป็นที่ล่วงรู้กันในฝ่ายในแล้ว


    สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกขมขื่นไม่ใช่เพราะความจริงที่น่าเจ็บปวดนี้หรอก


    ความจริงที่ว่าสิ่งที่เขาต้องการนั้นเขาไม่มีวันจะได้มันมา


    สิ่งที่เรียกว่าความรัก


    ศรายุธไม่อาจปฏิเสธให้ต้องการผู้อื่นเลิกตัดสินในสิ่งที่เขาเป็น เขาไม่เคยสนใจว่าคนที่เขารักเป็นใคร กษัตริย์หรือยาจก สตรีหรือบุรุษ เขาก็แค่รักในสิ่งที่คนๆ นั้นเป็น


    แต่คนๆ นั้นก็เลือกที่จะทำลายหัวใจของเขาอย่างเลือดเย็น


    เสียงนกเขาบนยอดไม้บอกกับชายหนุ่มที่เอาแต่จ้ำอ้าวไม่สนใจทิศทางรู้ว่าตนได้เข้ามาในระเบียงปราสาทในส่วนพระอุทยานชั้นในแล้ว


    อีกครั้งที่ศรายุธเลือกที่จะเบือนหนาหนีจากภาพตรงหน้า เขาไม่เคยเข้าพระราชฐานชั้นในด้วยทางเข้านี้มาหลายปีแล้ว สาเหตุที่เขาทำเช่นนั้นเพราะที่นี่มันทำให้เขานึกถึงอดีตที่ชวนรู้สึกเจ็บปวด


    สายลมพัดผ่านกระทบกับกิ่งไม้ส่งเสียงราวกับเสียงกระซิบกระซาบที่เขาเคยได้ยินเมื่อเยาว์วัยที่เขาควรจะลืมไปแล้ว


    ภาพของเด็กชายที่มักยิ้มด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นในความคิด เด็กผู้ชายคนนี้ไม่มีความน่ารักเลยสักนิด ผิวคล้ำ ตกกระ ทั้งๆ ที่ตัวเล็กนิดเดียวแต่กลับอ้วนจนน่าชัง


    นี่คือเจ้าชายน้อยที่เขารู้จัก เจ้าชายที่จะกลายเป็นศัตรูของเขาในอนาคต พระองค์ผู้ไม่เคยเป็นเด็กที่น่ารักและดื้อรั้นถึงที่สุด แต่ความมีน้ำใจนั่นก็ทำให้เขาที่เคยเป็นเพื่อนรู้สึกภาคภูมิใจ


    ศรายุธถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดโดยบิดาผู้ตกอับ บิดาผู้เอาแต่เคี่ยวเข็ญจนเขาเกลียดชัง แต่เพราะบิดาคนเดียวกันนั้นเองที่ทำให้เขารู้จักกับเพื่อนที่ดีที่สุดและศัตรูตลอดกาล


    แต่แล้วการปลงพระชนม์พระราชวงศ์ครั้งใหญ่ของกษัตริย์องค์ปัจจุบันพรากทุกสิ่งทุกอย่างไป  เชื้อพระวงศ์เกือบทั้งหมดถูกสังหาร และนั่นทำให้ชายหนุ่มเคยคิดว่าเขาคงสูญเสียเพื่อนคนสำคัญไปแล้ว


    ด้วยความโดดเดี่ยวศรายุธจึงแสวงหาอำนาจตามความหวังบิดาจนในที่สุดเขาก็กลายเป็น คนโปรด ของกษัตริย์


    แต่เขาก็คิดผิดไปเมื่อเจ้าชายน้อยถูกเรียกกลับมายังราชสำนักอีกครั้ง


    เขาเปลี่ยนไปแต่พระองค์เช่นกัน เจ้าชายน้อยในวัยรุ่นมีพระวรกายสูงขึ้น ทรงพระสิริโฉม เงียบสงบและเป็นผู้ใหญ่ ทว่าสิ่งที่พระองค์ปฏิบัติต่อสหายนั้นยังคงเช่นเดิม


    และสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้เขาซึ่งโดดเดี่ยวและหวาดหวั่นตกหลุมรัก


    ความรักซึ่งถูกบดขยี้ลงจนไม่หลงเหลือแม้เพียงมิตรภาพเมื่อเจ้าชายทรงเลือกที่จะอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับเขา


    ข่าวจากทางเหนือส่งมาถึงมือของเขาก่อนผู้ใด เนื่องจากเขาได้ส่งสายลับของตนไปพร้อมกับสายลับของแม่ทัพใหญ่ สาเหตุที่เขาเรียกสายลับอีกคนของตนเช่นนั้นเพราะเขารู้ดีว่าสายลับคนนั้นจงรักภักดีต่อแม่ทัพใหญ่มานานแล้ว เนื่องจากสายลับคนนั้นมักจะแจ้งข่าวแม่ทัพใหญ่ก่อนใครเสมอ


    เจ้าชายทรงหายตัวไปได้เกือบแปดสัปดาห์แล้ว ทหารที่เขาส่งตามไปจัดการกับร่องรอยการต่อสู้อันบ้าคลั่งในป่าจนหมด แต่กลับไม่มีใครพบพระศพของพระองค์กับผู้เป็นภรรยาจนบัดนี้


    บางทีทั้งสองคนนั่นคงหนีรอดไปได้ แต่นั่นจะมีประโยชน์อะไรเล่าเมื่อพระองค์ไม่ใช่ เจ้าชาย อีกต่อไป


    แต่ถึงกระนั้นลึกลงไปในใจของศรายุธเขารังเกียจตัวเองเหลือทนที่ยังรู้สึกยินดีกับมัน


    ดวงตาสีดำเงยขึ้นมองเห็นยอดหลังคาของพระตำหนักของเจ้าหญิงน้อยผู้เป็นคู่หมั้น ในสายตาของเขา รัตนสีลวดีนั้นเป็นเพียงอากาศธาตุ เขาไม่เคยสนใจพระนางแต่ก็ไม่เคยคิดร้ายอย่างที่ใครหลายคนมุ่งหวัง ตรงกันข้ามเขารู้สึกอิจฉาเจ้าหญิงที่คนๆ นั้นรักเธอมากเหลือเกิน


    ขอโทษนะ... เขากระซิบกับสายลมด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกับใยแมงมุมที่จวนจะขาด


    สายฝนที่เริ่มตกลงมายามอาทิตย์อัศดงทำให้สองเท้าก้าวเร่งจังหวะขึ้นจนในที่สุดก็พาผู้เป็นเจ้าของมายืนอยู่ตรงหน้าพระตำหนักใหญ่ขององค์ราชัน ราชองครักษ์คนหนึ่งซึ่งเห็นเขาก่อนใครรีบกระทุ้งให้เพื่อนร่วมงานเบิกทางให้เขาทันที


    ประตูหนาหนักเปิดออก มหาดเล็กคนสนิทของกษัตริย์ก้าวเข้ามานำทางให้กับว่าที่กษัตริย์องค์ใหม่อย่างกระอักกระอ่วนใจ เขาที่ไม่เคยยอมรับเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่จู่ๆ ก็รู้ว่าตนเองเป็นเจ้าชายอย่างนิรเทวษฯ ย่อมไม่มีทางยอมรับคนต้อยต่ำที่ใช้วิธีการสกปรกเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจอย่างเจ้ากรมหนังสือ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมทำตามคำสั่งหากไม่ต้องการให้ครอบครัวพินาศ


    แสงสลัวจากเปลวเทียนเผยให้เห็นสภาพรกไม่น่าดูภายในอาคาร เศษเครื่องตกแต่งกระจายทั่วพื้น ขณะที่อาหารซึ่งเน่ามาหลายวันส่งกลิ่นเหม็นเน่า เพียงสองวันหลังจากการหายตัวไปของนิรเทวษราชธิบดี พระอาการประชวรของกษัตริย์ก็กำเริบหนักขึ้นและทรุดลงเป็นลำดับ แม้ทางการจะไม่ได้แจ้งถึงเหตุประชวร แต่เจ้ากรมหนังสือรู้ดีว่าสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นคืออะไร


    สายลับในราชสำนักนั้นมีมากมาย สายลับขององค์เหนือหัวซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับตนได้แจ้งการหายตัวไปของเจ้าชายถวายกษัตริย์ผู้ทรงจัดการฉลองอย่างหนักทันทีที่ทรงทราบข่าว และด้วยการเปรอปรนด้วยความหักโหมนั่นเองที่ทำให้พระวรกายที่อ่อนแอยิ่งเลวร้ายลงไปอีก


    ทว่าสิ่งที่กษัตริย์ทรงตัดสินพระทัยนั่นยิ่งบีบให้อะไรเลวร้ายลงไปอีก พระองค์ท่านทรงขังพระองค์เองในพระตำหนักและแทบไม่ทรงยอมให้ผู้ใดเข้ามาในพระตำหนักเลย แม้แต่แพทย์หลวง และสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้อำนาจการปกครองทั้งมวลตกมาอยู่ในกำมือของพระราชบุตรบุญธรรม


    อำนาจที่ทำให้ผู้ที่ได้มาเหน็ดเหนื่อยและตั้งคำถามถึงความสามารถของคนที่เขารักและชังที่สุดด้วยความริษยาว่าเขาทำได้อย่างไร


    และแล้วชายหนุ่มก็เดินมาถึงห้องบรรทมของกษัตริย์ที่ซึ่งเขาเคยถวายการปรนนิบัติยามค่ำคืน ประตูไม้สักเปิดออกทำให้กลิ่นเหม็นภายในห้องคลุ้งออกมา


    สภาพภายนอกที่เลวร้ายมากแล้วยังเทียบไม่ได้กับภายในห้องบรรทม กลิ่นอับ กลิ่นเหม็นสาบและกลิ่นอาหารบูดเน่าส่งกลิ่นแรงจนชวนอาเจียน


    กษัตริย์ชรานอนนิ่งอยู่บนพระแท่น พยายามทรงพระอัสสาสะด้วยพระปับผาสะที่เริ่มใช้การไม่ได้จนส่งเสียงดังฝืดฝาดอยู่ตลอดเวลา ฉลองพระองค์นั้นไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นเดือนส่งกลิ่นอับรวมถึงของเสียที่ถูกขับจากร่างกายมนุษย์


    มหาดเล็กคำนับและถอยหลังเดินจากไปด้วยความว่องไว เขาคงยินดีเป็นที่สุดที่สามารถออกไปจากสถานที่โสโครกเช่นนี้สักที


    เจ้าชายองค์ใหม่หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกขณะก้าวเข้าไปใกล้พระราชบิดาบุญธรรมที่ค่อยๆ ลืมพระเนตรขึ้นมองมาที่ตนอย่างอ่อนแรง


    “เจ้าเองหรือ” พระองค์ท่านตรัสขึ้นมาด้วยพระสุรเสียงแหบแห้งก่อนจะทรงพระกรรสะ


    ชายหนุ่มมิตอบพระราชปุจฉานั่น เขาได้แต่มองกษัตริย์ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยนำกองกำลังทหารบุกรุกประเทศเพื่อนบ้านและกำราบศัตรูจนย่อยยับ


    และกษัตริย์องค์เดียวกันนี้เอง ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่น่าสมเพชที่สุดที่เขาเคยรู้จัก


    สายตาขยะแขยงของอีกฝ่ายทำให้กษัตริย์ทรงสรวล


    “มันน่าขันดีที่เห็นเจ้ามองข้าเช่นนั้น” พระองค์ท่านตรัส “ในเมื่อเจ้าเคยทำให้ข้ามีความสุขตั้งมากมาย”


    ถ้อยคำหยามเหยียดนั่นทำให้ศรายุธรู้สึกสะอิดสะเอียน มือขวาของเขาไขว้ไปด้านหลังกำข้อมือซ้ายซึ่งภายใต้กำไลทองนั้นซ่อนรอยแผลเป็นจากการถูกกรีดไว้แน่น ความอัปยศนั้นทำให้เขาจวนเจียนจะปลิดชีวิตตนเองตั้งหลายครั้ง


    กษัตริย์ทรงปรบพระหัตถ์ที่สั่นเทาด้วยพิษสุรา ทว่าเสียงของมันกลับอ่อนแรงและไม่น่าฟัง


    “อย่างไรเสียข้าก็ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วย” องค์ราชันตรัส “ในที่สุดเจ้าก็จะขึ้นเป็นกษัตริย์สมที่เจ้าปรารถนาสักที”


    “ฝ่าพระบาทไม่ควรตรัสเช่นนั้นเลย” น้ำเสียงของชายหนุ่มไม่มีความห่วงใยหากแต่ปรากฏด้วยความสงสัย กษัตริย์มีพระราชประสงค์อะไรจึงตรัสเช่นนั้น


    “เจ้าเหมือนกับคนๆ นั้นเหลือเกินศรายุธ” กษัตริย์ไม่ทรงสนใจเขาอีกต่อไป พระเนตรฝ้าฝางจ้องมองไปบนภาพวาดบนเพดาน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ยังชวนมองในห้อง “ข้ารักนางที่สุด แต่นางก็อำมหิตกับข้าเหลือเกิน”


    ภาพของหญิงสาวผู้ทรงโฉมยังคงชัดเจนในพระราชอนุสรณ์ ไม่ใช่เพียงศรายุธเท่านั้นหรอกที่จมอยู่กับอดีต กษัตริย์ชราก็ยังคงอยู่ในภาพฝันของอดีตที่มาอาจลืม


    “ทั้งๆ ที่ข้ารักนางมากขนาดนั้นแต่ข้าก็ไม่อาจได้นางมา” พระองค์ท่านตรัสต่อไป พระเนตรชวนฝันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวเมื่อนึกถึงสตรีผมสีดำผู้มีดวงตาสีประหลาด “เป็นเพราะพวกมันทุกคน”


    ศรายุธตกใจกับแววพระเนตรกราดเกรี้ยวนั่น แม้ชายชราผู้นี้จะสิ้นฤทธิ์ไปแล้วแต่มันก็ยังชวนผวาเช่นเดิม


    “นางเป็นใครหรือพระพุทธเจ้าค่า” เขาถามเพื่อหวังให้กษัตริย์เลิกข่มขู่เขาเช่นนั้น


    ความกราดเกรี้ยวนั้นมลายหายไปทันที


    “นางนะหรือ” พระสุรเสียงของกษัตริย์เต็มไปด้วยความรัก “อะไรมันคงดีกว่านี้ถ้านางไม่ได้แต่งงานกับพ่อของข้า”


    ความจริงอันน่าขมขื่นหลุดออกมาจากพระโอษฐ์ของกษัตริย์ สตรีผู้นั้นคงอายุใกล้เคียงกับกษัตริย์เฒ่าและสตรีในวัยดังกล่าวซึ่งกษัตริย์องค์ก่อนรับมาเป็นภรรยาก็มีเพียงคนเดียว


    เจ้าหญิงโฉมงามจากแดนเหนือ หรืออีกนัยหนึ่งสมเด็จพระราชินีของรัชกาลก่อน!


    ใบหน้าของชายหนุ่มซีดลงเป็นลำดับ เขาหวังว่าสิ่งที่ตนคิดจะไม่เป็นความจริงแต่กษัตริย์ก็หาได้ทรงใส่พระทัยไม่ องค์เหนือหัวยังคงหลงอยู่ในภาพมายาแห่งอดีต


    “นางก็ไม่เคยรักข้าเลย” พระองค์ท่านตรัส “ทั้งๆ ที่ข้าให้นางทุกอย่าง แม้กระทั่งทายาท...”


    เสียงกระเบื้องแตกดังขึ้นเมื่อศรายุธทรงตัวไม่อยู่จนชนเข้ากับแจกันใบใหญ่ สิ่งที่เขาได้ยินมันช่างเลวร้ายเหลือเกิน


    สิ่งที่แทบทุกคนในราชสำนักหรือในอาณาจักรแห่งนี้ล่วงรู้เกี่ยวกับนิรเทวษราชธิบดีก็คือพระองค์เป็นเด็กชายจากบ้านนอกที่ไม่เคยรู้ว่าตนเองเคยเป็นเจ้าชายมาก่อน แต่สิ่งที่เขาซึ่งเคยเป็นคนใกล้ชิดกับฝ่ายในไม่กี่คนที่ไม่ถูกประหารชีวิตกับกษัตริย์ล่วงรู้กลับต่างออกไป


    เจ้าชายน้อยเป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระราชินีที่ถูกอ้างว่าถูกสำเร็จโทษไปนานแล้ว


    อดีตรัชทายาทที่ถูกปล่อยให้มีชีวิตโดยถูกริบพระอำนาจและถูกลงโทษให้เห็นความวินาศของอาณาจักร


    “นางอ้อนวอนข้า ข้านึกเอาเองว่านางรักข้า” กษัตริย์ยังคงตรัสไปอีก “นางรักแต่ไอ้เด็กนั่น ไอ้เด็กที่มันฆ่าแม่ของตัวเอง”


    ภาพของเด็กชายตัวน้อยที่มองเห็น พระราชบิดาและพระเชษฐา ของตนถูกปลงพระชนม์อย่างบ้าคลั่งกำลังจ้องมองมาที่พระองค์อย่างหวาดกลัวตรงเฉพาะพระพักตร์ ประกายของแสงเทียนทำให้พระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรเห็นใบมีดที่เจ้าตัวซ่อนอยู่ คมมีดซึ่งพระองค์ท่านคงปัดทิ้งอย่างง่ายดายหากร่างของสตรีซึ่งพระองค์ท่านทรงรักที่สุดไม่เข้ามากอดด้วยหวังปกป้องเขาจากพระองค์ท่าน


    ‘เสด็จแม่!’


    เด็กน้อยกรีดร้องแทบขาดใจขณะมารดาของตนสิ้นใจอยู่บนตัก มือทั้งสองข้างพยายามห้ามเลือดไม่ให้ไหลริน แต่มันสายไปเสียแล้วเพราะคมมีดนั้นปักเข้าที่บริเวณหัวใจของนางพอดี และพระองค์ท่านก็ทรงตะลึงกับความสูญเสียจนได้แต่ประทับยืนอยู่เฉยๆ


    “ทำไมนางต้องเข้ามาขวาง ทำไม” ราชาเฒ่าได้แต่ตรัสถามอย่างไร้พระสติ


    น้ำตาอุ่นๆ ไหลจากขอบตาของศรายุธ เขาหวนนึกถึงความโทมนัสที่มักปรากฏอยู่บนพระเนตรของผู้เป็นอดีตสหาย


    ‘ข้าไม่มีค่าพอที่จะได้รับการนับถือหรอก’ นี่คือพระดำรัสสั้นๆ ของเจ้าชายที่เขาไม่เคยทำความเข้าใจกับมันมาก่อนปรากฏชัดซึ่งความจริงอันน่าเศร้า


    แม้จะไม่ทรงตั้งพระทัยแต่การมาตุฆาตนั้นมันช่างเลวร้ายเกินกว่าที่ใครคนหนึ่งจะสามารถรับไหว เจ้าชายที่ยังทรงพระเยาว์จะทรงรู้สึกเช่นไรกับสิ่งที่พระองค์ทรงทำลงไป


    ทำไมเขาซึ่งเคยได้ชื่อว่าสหายถึงไม่เคยสังเกตเห็น คำตอบนั้นแสนง่ายดาย นั่นเป็นเพราะเขาไม่สนใจสิ่งใดนอกจากอำนาจจนกลายเป็นทาสของมัน


    “ทั้งหมดต้องขอบใจเจ้าศรายุธ”


    พระสุรเสียงของกษัตริย์กระชากเขากลับมาสู่ความจริงอีกครา


    “ข้าไม่อาจฆ่ามันได้เพราะนางรักมันเหลือเกิน” กษัตริย์ตรัสด้วยพระสติหลุดลอยราวกับคนบ้า “เป็นเพราะเจ้าข้าถึงกำจัดมันได้เสียที ขอบใจเจ้ามากนะศรายุธ”


    ชายหนุ่มที่ทรุดกายอยู่ปลายเสาลุกขึ้น เขาไม่อาจฟังถ้อยคำร้ายกาจเหล่านั้นอีกต่อไป ชายตรงหน้ายืมมือของผู้อื่นเพื่อทำเรื่องสกปรกโดยไม่คิดว่ามันเป็นความผิดของตน เขาเคยคิดว่าบิดาของตนนั้นเป็นคนที่ชั่วร้ายที่สุด แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับกษัตริย์


    ทุกคนพูดถูกต้อง กษัตริย์ทรงสนพระทัยแต่ตัวเอง ทรงทำลายทุกคนที่ทรงเกลียดโดยไม่ทรงสนใจใครหรืออะไรเลย เจ้าชายเป็นพระโอรสของพระองค์เองไม่ใช่หรือ แต่พระองค์ก็มิเคยทรงรัก เพียงสองสิ่งที่ผู้เป็นบิดามีต่อบุตรชายของตนนั้นมีคือความริษยาและความเกลียดชัง และนั่นทำให้เขารู้สึกรังเกียจจนไม่อาจร่วมอากาศหายใจ


    ดวงตาสีดำทั้งสองข้างสะท้อนกับแสงเทียนเป็นประกาย ขณะสองมือหยิบพระเขนยบนพระแท่นขึ้นมาแล้วจัดการอย่างรวดเร็ว



---***~~ *** ~~***---



    เสียงระฆังแห่งความโศกสลดดังขึ้นทั่วพระนคร พระวรกายของกษัตริย์ถูกทำความสะอาดและนำมาวางในพระมหาวิหารของเช้าวันต่อมาเพื่อให้ข้าราชสำนักผู้มีอภิสิทธิ์เข้าสักการะในวันแรก


    สมเด็จพระยุพราชเป็นผู้มีเกียรติคนแรกที่จะวางดอกไม้ถวาย เสื้อคลุมแขนยาวจนถึงฝ่ามือถูกเลือกมาเพื่อปกปิดรอยพระนขาของกษัตริย์ที่พยายามดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนสวรรคต


    ศรายุธรีบวางดอกไม้นั้นแล้วก้าวออกมา เขาเดินจากพระวิหารไปทันทีด้วยความรู้สึกเกลียดชังที่ยังคงล้นปรี่ซึ่งถูกเจือด้วยความละอายเพียงเล็กน้อยเมื่อเห็นพระคู่หมั้นวางดอกไม้เป็นคนถัดไป ในที่สุดเขาก็กลายเป็นกษัตริย์ผู้ยังไม่ผ่านพิธีบรมราชาภิเษก แต่เขากลับรู้สึกเศร้าเสียจนอยากขังตนเองอยู่แต่ในห้อง เขาไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากลืมสิ่งเลวร้ายที่เขาได้ยินแต่เขาก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นเพราะความรู้สึกผิดที่ตนได้กระทำต่อสหาย


    การกระทำของเขาหาได้รอดสายตาคมกริบของผู้ที่กำลังมองเขาด้วยความแค้นเคือง แม่ทัพใหญ่ไม่พอใจกับการแสดงตัวเหนือตนของเจ้ากรมหนังสือเลย เขาต่างหากที่ควรได้รับอำนาจมากกว่าใครโดยเฉพาะชายหนุ่มยโสที่ควรเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด


    มาณพน้อยคนหนึ่งก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนใจ แม่ทัพใหญ่ยิ้มร่าทันทีที่เห็นเขา


    “พวกมธุรัฐมันว่าอย่างไร” ขุนนางฝ่ายบู้กระซิบถาม


    ผู้ส่งข่าวไม่ตอบหากแต่ยัดกระดาษม้วนเล็กใส่มือหนาแล้วก้าวออกไปรวมกับผู้สักการะพระบรมศพคนอื่นๆ


    แม่ทัพใหญ่ยัดกระดาษแผ่นน้อยนั้นลงกระเป๋าแล้วมองไปยังแผ่นหลังของเจ้ากรมหนังสือที่เดินไปจนสุดระเบียงก่อนจะหายวับไปจากทางโค้ง


    ชายหนุ่มผู้นี้โง่เขลามากที่กล้ามาต่อกรกับตน


------------------------------------------------------------------------------------


สวัสดีค่ะ จขบ.เองนะคะ ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ไม่สามารถอัพเดตได้ตามที่บอกไว้เนื่องจากระบบของเวบล่มเป็นเวลาสองวันค่ะ


จขบ.เชื่อว่าเมื่อทุกคนอ่านบทนี้จบต้องรู้สึกไม่พอใจแน่ เพราะไม่อยากให้อดีตของพระเอกออกมาแบบนี้ จขบ.เองก็เคยคิดแบบนั้นเช่นกัน แต่ก็เปลี่ยนใจให้ออกมาเป็นแบบนี้ดีกว่า เพราะแบบนี้จะดูมีเหตุผลมากกว่า


สำหรับบทหน้า เรื่องราวจะกลับไปยังเมืองกาสารอีกครั้งค่ะ เจ้าเมืองยังถูกจับกุมและภาษีก็ยังถูกเรียกเก็บเพิ่ม ชาวบ้านที่กำลังจะอดตายจะทำเช่นไร เชิญติดตามต่อไปได้ใน


บทที่๓๐ ประกายไฟ


แล้วพบกันบทหน้านะคะ (คงไม่อัพรวดเร็วติดต่อกันเหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมานะคะ)


ป.ล. อันที่จริงบทนี้ค่อนข้างมีความรุนแรงเยอะ ถึงไม่ใช่แนวเลือดสาดหรือบทอัศจรรย์แต่ก็หวั่นใจอยู่เหมือนกัน ต้องขออภัยล่วงหน้านะคะหากไม่พอใจ